เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณศาลา 8 เหลี่ยมหมู่บ้านเวินบึก อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านจากเครือข่ายจากชุมชนเมือง ชุมชนปากมูล บ้านท่าแพ บ้านเวินบึก ร่วมกันจัดกิจกรรม “อะลออะญะ” การเปิดฤดูปลูกข้าวในแปลงนาของชนเผ่าบรู จากนี้ยังมีกิจกรรมสาธิตให้ผู้มาร่วมงานรวมญาติชาติพันธุ์ได้เห็นการใช้ชีวิตของชาวชนเผ่าบรูที่สอดคล้องกับฤดูกาลผสมผสานของคนอยู่ป่า-คนพึ่งป่า โดยภายในงานมีผู้แทนหลากหลายองค์กรเข้าร่วม อาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยเริ่มต้นจากพิธีบายศรีผูกแขนต้อนรับ
นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนา “ สิทธิชุมชน / สิทธิทางวัฒนธรรมกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (ดิน น้ำ ป่า) ในพื้นที่อนุรักษ์ อย่างมีส่วนร่วมทั้งจากชุมชน ภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง” โดยวิทยากรประกอบด้วยผู้แทน กสม. ผู้แทนศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ผู้แทนมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และผู้แทนสภาวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี
นายพงศกร จุฬา ตัวแทนชาวบ้านเวินบึก กล่าวถึงความสำคัญของพิธีกรรม อะลออะญะ ของชาวบ้านเวินบึกว่าเป็นความเชื่อและการอยู่กับป่าในมิติของชาวบ้านที่ทำไร่หมุนเวียนโดยไม่ได้แผ้วถางตามใจ เรียกว่า เลาะอะญะ โดยมีผู้นำทางจิตวิญญาณที่เรียกว่า จารโบ เป็นผู้นำทำพิธีก่อนชุมชนจะทำการเพาะปลูก เพื่อบอกผีเจ้าป่าให้ดูแลปกป้องคุ้มครองผืนแผ่นดิน ซึ่งจะทำนาช่วงเดือน 6 ซึ่งชุมชน เรียกว่า จุจั๊ดจุจอย โดยชาวบ้านอยู่และเคารพป่าซึ่งสนิทกับป่ามากกว่าแม่น้ำ ดังจะเห็นได้ว่าคนในชุมชนเวินบึกส่วนใหญ่มักนามสกุล พึ่งป่า พึ่งดง อย่างไรก็ตามชาวบ้านถูกอุทยานฯห้ามทำไร่หมุนเวียนในปี 2552
ผศ.ดร.จันทรา ธณะวัฒนาวงค์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการที่ดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ กล่าวว่าทางออกที่จะอยู่กึ่งกลางและเป็นข้อตกลงทั้งสองฝ่ายซึ่งมีการทำแปลงที่ดินสำรวจไปแล้วกว่า 45 แปลง ทั้งนี้การวิจัยเกิดขึ้นเนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนไปยัง กสม. เรื่องที่ดินทำกินที่ยังตกสำรวจและบางแปลงการสำรวจของอุทยานทำให้ที่ดินของประชาชนลดลงและการเข้าไปใช้ประโยชน์ด้วยความยากลำบากมากขึ้นจากนโยบายทวงคืนผืนป่า อย่างไรก็ตามได้มีความร่วมมือกันกับอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะถือว่าเป็นไปในเชิงบวกและหาแนวทางร่วมที่จะให้เกิดความพอใจของทุกฝ่าย และอยู่ระหว่างหารือดำเนินการต่อไปในระดับพื้นที่
นายอำนาจ ขำทวีพรม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ กล่าวว่าอุทยานฯไม่ได้กีดกันชาวบ้าน แต่ทุกอย่างก็อยู่ในกรอบกฎหมาย ที่ผ่านมามีคนจากข้างนอกเข้ามาหาของป่าแต่กลับลักลอบขุดพืชพันธุ์บางชนิดออกไปด้วย อุทยานฯมีแนวทางโดยกันพื้นที่ทำกินหรือต้องอนุรักษ์เอาไว้ อย่างไรก็ตามก็ยังอนุญาตให้ชุมชนในพื้นที่หาของป่าได้และร่วมรักษาพื้นที่ไปด้วย อย่างไรก็ตามมีหลายแนวทางออกระหว่างอาชีพที่อยู่ได้กับป่า อุทยานมีงบสนับสนุนส่งเสริมชุมชน โดยเสนอโครงการเข้ามาหนุนเสริมอาชีพที่ไม่ทำลายป่า
“การดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ 2562 มีการดำเนินงานสำรวจที่ดินและผู้ตกหล่น และยังไม่ได้สำรวจ แม้เงื่อนไขจะหมดเวลา แต่ก็ยังสามารถยื่นเรื่องได้ แต่ก็ต้องรองบประมาณเพื่อมาสำรวจอีกรอบ”นายอำนาจ กล่าว
นายอภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กล่าวว่า พรบ.คุ้มครองชาติพันธุ์ มีแนวทางที่ไม่ใช่ต้องทำแบบเดียวเหมือนกันหมด แต่สามารถอยู่ได้ในวิถีชีวิตดั้งเดิม เป็นการคุ้มครองให้ชาวบ้านได้อาศัยตามวิถีชีวิต-ประเพณีดั้งเดิม หนุนเสริมให้ชาติพันธุ์อยู่กับป่าและวิถีชีวิตแบบเดิมให้อยู่รอดได้อย่างไร
พณารัตน์ คนขยัน สภาวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี สภาวัฒนธรรมจังหวัดมีความยินดีที่จะสนับสนุนชุมชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะที่ผ่านมาได้เข้าไปส่งเสริมวัฒนธรรมวิถีชีวิตชนเผ่าหลายแห่ง ในจังหวัดอุบลราชธานี เช่นบ้านปะอาว กลุ่มลาวเวียง เรื่องทองเหลือง บ้านท่าล้งเรื่องการแปรรูปสินค้าผลิตภัณฑ์ กลุ่มกลองตุ้ม กลุ่มไทใหญ่อำเภอเขื่องใน หากกลุ่มบ้านเวินบึกค้นหาศักยภาพของตัวเองหรือมีข้อเสนอทางวัฒนธรรมจังหวัดก็ยินดีมาหนุนเสริมในโอกาสต่อไป
คำปิ่น อักษร เครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของ กล่าวว่า พื้นที่ที่ชาวบรูจัดงานครั้งนี้ที่ อีกฝั่งของภูเขาตรงหน้านั่นคือชุมชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ส่วยแต่ถูกกลืน พวกเขาเคยมีวัฒนธรรมทำไร่หมุนเวียนเช่นกันแต่เมื่ออุทยานฯขับไล่ให้ลงมาทำกินข้างล่างและถูกกลืนกลบกลายเป็นคนทั่วไปที่เรียกว่าลาวอีสาน รูปแบบการใช้ป่าของชาวบ้านแถบนี้คล้ายๆกันคือทำนาบนภูในป่า มีพันธุ์ข้าวหลากหลายเช่น หมากโพธิ์ อบาย แต่ถูกทำให้หายไปแล้ว
“รัฐควรมาหนุนเสริม ไม่ใช่บอกๆให้ชาวบ้านทำ เช่น นวัตกรรมเรื่องไผ่ ควรสนับสนุนคุณค่าดั้งเดิมที่มี รัฐอุทยานไม่ควรทำหน้าที่ควบคุมหรือแค่ให้เงินไปทำ แต่ต้องร่วมคิดค้นและวิจัยร่วมเพื่อความยั่งยืนของชุมชนชาติพันธุ์เหล่านี้ด้วย”คำปิ่น กล่าว
