Search

ชาวคะฉิ่นโวยจีนเตรียมขยายเหมืองแรร์เอิร์ธอีก-เผยถูกกดดันหนักทั้งๆที่ส่วนใหญ่ในชุมชนไม่เห็นด้วย-นักสิ่งแวดล้อมชี้เป็นพื้นที่ที่บอบช้ำมาก

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวคะฉิ่น (Kachin News Group) รายงานว่าชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เมืองชิปวี (Chipwi) รัฐคะฉิ่น ประเทศพม่าร่วมกันคัดค้านการขยายเหมืองแร่หายาก หรือแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ที่เข้ามาใกล้ชุมชน หลังผู้ประกอบการชาวจีนเร่งผลักดันโครงการเหมืองแห่งใหม่ พร้อมระบุว่ามีการข่มขู่และบังคับให้ชาวบ้านลงนามในหนังสือยินยอม ทั้งที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยพื้นที่ที่กำลังเป็นข้อพิพาทอยู่บริเวณหมู่บ้านชีซอว์ (Sheezaw) เดิม ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเจ็ตลวย (Jeitlwal) ประมาณ 2 ไมล์ และห่างจากเมืองชิปวีราว 4 ไมล์ โดยผู้ประกอบการจีนร่วมมือกับชาวบ้าน 2 คน พยายามรวบรวมลายเซ็นสนับสนุนโครงการ ทั้งที่ชุมชนส่วนใหญ่คัดค้าน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาระงับโครงการ

ชาวบ้านเจ็ตลวยรายหนึ่งกล่าวว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ทใกล้หมู่บ้าน แต่มีชาวบ้าน 2คนรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการจีน แล้วร่วมกันกดดันให้คนอื่นลงนามยินยอม โดยองค์การอิสรภาพคะฉิ่น (Kachin Independent Organization-KIO) ระบุว่า หากชาวบ้านเห็นชอบก็จะอนุญาตให้ทำเหมือง แต่หากไม่เห็นด้วยก็จะไม่อนุญาต ดังนั้นผู้ประกอบการจึงใช้ทุกวิถีทาง ทั้งการข่มขู่และการชักจูง เพื่อให้ได้ลายเซ็น

ชาวบ้านระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ผู้ประกอบการจีน ได้แก่ นายอู ซอง ได (U Zawng Dai) และนายอู ติ่น เยน (U Tein Yein) ซึ่งเป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านนี้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจีนเริ่มดำเนินการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนมาตั้งแต่ประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมพื้นที่สำหรับเปิดเหมือง แม้ว่าหมู่บ้านชีซอว์เดิมจะถูกทิ้งร้างหลังชาวบ้านอพยพหนีสงครามภายในพม่า แต่ชาวบ้านเดิมและเครือญาติยังคงถูกชักชวนและกดดันให้ลงนามเห็นชอบกับโครงการ

ทั้งนี้จากชาวบ้านทั้งหมด 32 ครัวเรือน มีถึง 30 ครัวเรือนที่คัดค้านโครงการ แต่ยังคงมีการข่มขู่ผู้ที่ไม่เข้าใจข้อมูลให้ลงนาม โดยอ้างว่าโครงการจะเดินหน้าต่อไปไม่ว่าชาวบ้านจะเห็นด้วยหรือไม่

“พวกเขาบอกว่าถ้าลงนามก็ยังอาจได้รับผลประโยชน์ แต่ถ้าไม่ลงชื่อก็จะไม่ได้อะไรเลย เมื่อเหมืองเปิดดำเนินการ คนในครอบครัวที่ไม่ลงนามก็จะไม่ได้รับการจ้างงาน ขณะนี้มีการสร้างเต็นท์สำหรับพื้นที่เหมืองไว้แล้ว หากรวบรวมลายเซ็นได้ครบก็พร้อมเริ่มทำเหมืองทันที” ชาวบ้านกล่าวกับสื่อคะฉิ่น

หมู่บ้านเจ็ตลวยเป็นชุมชนที่เพิ่งเริ่มกลับมาตั้งถิ่นฐานหลังการสู้รบ มีประชากรเพียง 34 ครัวเรือน ชาวบ้านกังวลว่าหากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธเข้ามาใกล้หมู่บ้าน จะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำดื่ม พื้นที่เลี้ยงสัตว์ และพื้นที่เกษตร ซึ่งเป็นฐานการดำรงชีวิตของชุมชน โดยปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่รอบเมืองชิปวียังคงใช้น้ำจากลำห้วยบนภูเขาเป็นแหล่งน้ำดื่มหลัก และพึ่งพาการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพสำคัญ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชาวบ้านเจ็ตลวยได้ยื่นหนังสือต่อองค์การอิสรภาพคะฉิ่น (KIO) ขอให้ห้ามการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่ใกล้หมู่บ้านที่มีผู้อยู่อาศัย

สำนักข่าวคะฉิ่น KNG ได้สอบถามความเห็นจากเจ้าหน้าที่ KIO ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่รายหนึ่งยืนยันว่า รัฐบาลของคะฉิ่น KIO จะไม่อนุญาตให้มีการทำเหมืองในพื้นที่ที่ประชาชนไม่เห็นชอบ

“หากพื้นที่ใดไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชน รัฐบาลของเราจะไม่อนุญาตให้ดำเนินโครงการ เราจะสำรวจพื้นที่ก่อน ตรวจสอบว่าชุมชนเห็นด้วยหรือไม่ และพิจารณาความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง ก่อนอนุมัติโครงการ เราไม่ได้สั่งการจากส่วนกลางให้เปิดเหมืองโดยไม่คำนึงถึงความเห็นของประชาชน และในพื้นที่ชิปวี ก็ไม่มีนโยบายบังคับให้ทำเหมืองโดยที่ชาวบ้านไม่ยินยอม”ผู้แทนของ KIO กล่าว

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านระบุว่า ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงหมู่บ้านเจ็ตลวยเท่านั้นที่กำลังเผชิญการขยายตัวของเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ แต่ยังพบการเตรียมเปิดเหมืองใกล้หมู่บ้านเรย์บัน (Ray-Ban) และหมู่บ้านนบก (Naboke) ซึ่งอยู่ใกล้เมืองชิปวีเช่นกัน แม้ว่าชาวบ้านจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการขยายเหมืองเข้าใกล้เมืองและหมู่บ้าน แต่หลายคนยอมรับว่าไม่กล้าออกมาคัดค้านอย่างเปิดเผย เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยและการคุกคาม

สื่อคะฉิ่นระบุว่าหลายปีที่ผ่านมา เหมืองแร่แรร์เอิร์ทในเขตชิปวีส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณเมืองปางวา (Pangwa) ตามแนวชายแดนจีน และอยู่ในพื้นที่ภูเขาห่างไกลจากชุมชน แต่ปัจจุบันการทำเหมืองเริ่มขยายตัวเข้ามาใกล้เมืองชิปวีมากขึ้น สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

นายซุงติง (Zung Ting) ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่น ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ต่อกรณีนี้ว่าเขตชิปวีและปางวา ติดชายแดนจีน ตรงนี้บอบช้ำมากมากจากการทำเหมืองแร่อย่างเข้มข้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตนเข้าใจว่าจริงๆ แล้วชาวบ้านก็ได้รับเงินจากทุนจีนไปแล้วบางส่วน แต่เหมืองจีนก็ยังรุกเข้ามาใกล้ชุมชนมากขึ้น จึงลุกขึ้นเรียกร้อง ซึ่งทาง KIO ก็ใช้วิธีการว่าหากชาวบ้านเห็นชอบก็จะออกใบอนุญาตให้ได้