เมื่อวันที่ 24-26 มิถุนายน 2569 กลุ่มศิลปินได้จัดกิจกรรมตามรอยธรรมยาตรา “ศิลปะลมหายใจและสายน้ำ” โดยพายเรือล่องแม่น้ำกกจากบ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงราย มายัง อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน โดยในวันนี้ได้แวะที่โรงเรียนผาขวางวิทยา ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย และมีการจัดเวิร์คชอปศิลปะภาพพิมพ์ให้เด็กนักเรียน
นายนโรดม เขม้นเขตวิทย์ ศิลปินอิสระจากเชียงใหม่ กล่าวว่า ตนติดตามประเด็นนี้มาตั้งแต่ช่วงกิจกรรมธรรมยาตรา แม้ไม่เคยมาแม่น้ำกก แต่เคยขี่รถจักรยานยนต์ไปฟังและสำรวจพื้นที่ระหว่างการจัดกิจกรรมธรรมยาตราเพราะสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ทั้งเรื่องแม่น้ำโขง เหมืองแร่ โรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึงปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการเกษตรในหลายพื้นที่
“ผมต้องการสื่อสารสังคมอีกรูปแบบหนึ่งที่เราถนัดและสามารถทำได้ โดยปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมายที่เกิดขึ้นนั้น ต้นตอของปัญหาเกิดจากความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร การจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และปัญหาคอร์รัปชันที่ส่งผลให้ปัญหาต่าง ๆ ลุกลาม” นายนโรดม กล่าว
สำหรับกรณีมลพิษที่มีต้นตอมาจากนอกประเทศนั้น ศิลปินผู้นี้ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการแก้ไข และกังวลต่ออนาคตของผู้คนในลุ่มน้ำ เพราะสารพิษจะสะสมต่อเนื่อง ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากอาจไม่รู้ว่ากำลังได้รับผลกระทบจากการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน เนื่องจากน้ำที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นน้ำผิวดินซึ่งมีโอกาสปนเปื้อน
นายนโรดม กล่าวว่า จากการพูดคุยกับคนในพื้นที่ท่าตอน พบว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง ขณะที่บางคนที่รู้ก็ไม่กล้าพูด เพราะกังวลว่าหากประชาชนไม่สามารถใช้น้ำได้จะยิ่งเดือดร้อน ส่วนภาครัฐมักอธิบายว่าสารเคมีในน้ำยังไม่เกินค่ามาตรฐานจึงยังปลอดภัย ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ระหว่างลงพื้นที่ ได้พบชาวบ้านที่มากางเต็นท์จับปลาตามฤดูกาล โดยหลายคนประกอบอาชีพทำสวนและจะออกมาหาปลาในช่วงที่ปลาอพยพ แต่มีชาวบ้านบางส่วนบอกว่าเว้นการจับปลามาแล้ว 2 ปี และรู้สึกว่าปัญหาความเป็นพิษลดลง ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสภาพแวดล้อมดีขึ้นจริง หรือเป็นเพียงความรู้สึกว่าตนเองยังไม่เห็นผลกระทบจึงคิดว่าปลอดภัย
“ชาวบ้านบางพื้นที่ที่ผมพายเรือลัดเลาะมา ผมได้ถามไถ่ เขาบอกว่า เคยปลูกถั่วแระส่งไปญี่ปุ่น แต่ภายหลังไม่สามารถส่งออกได้เพราะตรวจพบสารปนเปื้อน มันสะท้อนว่าผลกระทบขยายวงกว้างออกจากริมแม่น้ำไปหลายกิโลเมตร ผมเคยได้รับคำถามว่าคนกรุงเทพฯ จะเกี่ยวข้องกับปัญหานี้อย่างไร ผมมองว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะคนริมน้ำ ชุมชนทั่วโลกต่างถือกำเนิดริมแม่น้ำ เพราะน้ำคือรากฐานของการเพาะปลูก การดำรงชีวิต และการตั้งถิ่นฐาน หากแหล่งน้ำกลายเป็นพิษ ทุกอย่างก็จะได้รับผลกระทบ ตอนนี้คนในเมืองจำนวนมากอาจไม่ตระหนักถึงที่มาของทรัพยากร เพราะใช้ชีวิตห่างไกลจากแหล่งผลิต แต่อีกไม่ช้าจะส่งผลกับเขา” ศิลปินอิสระจากเชียงใหม่ กล่าว
ดวงกมล คำคล้าย ครูโรงเรียนผาขวางวิทยา กล่าวว่า ผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารเคมีที่เกิดขึ้นกับทั้งชุมชนและโรงเรียนว่า วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เดิมทีผู้ปกครองของนักเรียนสามารถลงไปหาปลาในแม่น้ำมาเป็นอาหารได้ แต่ปัจจุบันไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีก เนื่องจากความกังวลเรื่องสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ
“เด็กๆ ที่เคยใช้แม่น้ำเป็นพื้นที่เล่นตามธรรมชาติก็ไม่สามารถลงเล่นน้ำได้เหมือนในอดีต หลังจากที่มีเด็กหลายคนที่ลงไปเล่นน้ำแล้วเกิดอาการผื่นคันและระคายเคืองตามร่างกาย สารเคมียังส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยซึมผ่านชั้นดินเข้าสู่บ่อน้ำที่ชาวบ้านใช้สำหรับอุปโภคและบริโภค สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของน้ำในชีวิตประจำวัน” ครูโรงเรียนผาขวางกล่าว
———
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Narodom Kamenketwit
