Search

นักวิชาการเผยโครงการผันน้ำยวมไม่ช่วยแก้ปัญหาลุ่มเจ้าพระยา-แถมอาจได้สารพิษจากน้ำสาละวินติดมาด้วย-แฉอีไอเอสุดห่วยไม่สามารถตอบคำถามทางวิชาการได้หลายข้อแนะควรเอาผิด กก.ตรวจรับ-ชาวบ้านเชื่อมีนักการเมืองบางคนได้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ผศ.ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีนักการเมืองและกลุ่มผู้ใช้น้ำปิงตอนล่างเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักในชื่อโครงการผันแม่น้ำยวม ว่าต้องถามก่อนว่าโครงการนี้มีความจำเป็นหรือไม่ และความจำเป็นของการมีโครงการอยู่ตรงไหน เพราะที่บอกว่าลุ่มเจ้าพระยาขาดแคลนน้ำทั้งๆที่ความจริงแล้วลุ่มน้ำภาคกลางตอนบนหรือลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่ได้แค่ขาดแคลนน้ำ แต่มีปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำชลประทาน หากเราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ก็จะแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่แค่คิดแต่หาน้ำมาเติม ไม่เช่นนั้นต้องเติมน้ำอีกเท่าไหร่จึงจะพอ แค่คำถามนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดตอบได้เลย 

นักวิชาการด้านน้ำจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า โครงการผันน้ำยวมเติมเขื่อนภูมิพล เป็นการผันน้ำมาจากลุ่มสาละวินในหน้าฝน เรากล้าหรือที่จะบริหารความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมภาคกลางในลุ่มเจ้าพระยาหรือไม่ ปัญหาไม่ใช่แค่ว่าน้ำไม่พอ แต่มีปัญหาหน้าฝนด้วย ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเขื่อนภูมิพลน้ำเต็ม 70-80 % พายุลูกสุดท้ายมาตอนพ้นหน้าฝนแล้วในเดือนตุลาคม ทำให้การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนภูมิพลต้องเป็นทศนิยม ระดับน้ำ 97, 98, 98.205%  หากเติมน้ำจากน้ำสาละวินมาแล้ว ฝนมาแบบปีที่แล้วอีก แค่ปีที่แล้วภาคกลางก็ท่วมเละเทะแล้วเราจะทำอย่างไร จะมองว่าน้ำไม่พอแค่นี้ไม่ได้ เราต้องบริหารความเสี่ยงฝนและแล้ง แต่ปัญหาสำคัญคือการบริหารชลประทานไม่ดีพอ

“ที่บอกว่าอยากได้น้ำจากสาละวิน ตอนนี้น้ำสาละวินปนเปื้อน สารโลหะหนัก สารหนู กรมควบคุมมลพิษ ตรวจตรงไหนก็เจอ ปนเปื้อนยิ่งกว่าแม่น้ำกกอีก แล้วเรื่องการปนเปื้อนคือคนไม่รู้ หากรู้แล้วยังอยากเอาสารหนูจากสาละวินมาเติมหรือ แค่ 3 ข้อนี้ก็ทำให้ไม่ต้องมีโครงการนี้แล้ว ก็ไปต่อไม่ได้แล้ว ไม่นับไปถึงที่บอกว่าอีไอเอจะหมดอายุ ไม่ทำสูญเปล่าหรือ ดิฉันบอกได้ว่าอีไอเอฉบับนี้มันห่วย คณะทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ในรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่มีการหารือทางวิชาการเพื่อเคลียร์ความกังวลใจเรื่องชลศาสตร์ ผลกระทบด้านประมง การปนเปื้อนของพันธุกรรม 2 ลุ่มน้ำ เอเลี่ยนสปีชี่ส์ คณะผู้จัดทำรายงานอีไอเอยังตอบไม่ได้ครบเลย จึงเห็นได้ว่าเป็นรายงานที่คุณภาพยังไม่ดีพอ อีไอเอที่ห่วยแบบนี้ไม่ต้องเสียดายหรอก ที่ควรเสียดายคืองบประมาณที่ใช้ไป อีไอเอห่วยๆ แบบนี้ผู้ที่ทำการศึกษาหรือคณะกรรมการที่ตรวจรับควรมีความผิดหรือไม่ เพราะอาจจะสร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เราไม่ทราบด้วยซ้ำ” ”ผศ.ดร.สุตางศุ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามเรื่องเม็ดเงิน งบประมาณก่อสร้างที่สูง 70,000-100,000 ล้านบาท กลายเป็นแรงขับเคลื่อนทางการเมืองในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ ความเหมาะสมควรอยู่ตรงไหน ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า “คุณอยากสร้าง แต่แน่ใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะนำมาซึ่งความเจริญของ 2 ลุ่มน้ำ หากพิสูจน์ได้ว่าจริงก็ค่อยมาคุยกัน ตอนนี้ทั้งประเทศรู้สึกเหมือนกันว่า นักการเมืองอยากใช้งบประมาณ จริงๆ แล้วคืองบก่อสร้าง แต่โครงการที่มีความขัดแย้งแบบนี้เกิดได้ยากมาก มีความไม่เห็นด้วยทั้งจากประชาชน นักวิชาการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หลายหน่วยงานไม่เห็นด้วย โครงการเดินหน้าไม่ได้หรอก ต่อให้นักการเมืองอยากได้ แต่ก็คงเดินหน้าไม่ได้เสีย สู้ไปทำโครงการที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่แบบนี้ดีกว่า หากอยากใช้งบ ไปทำโครงการที่จำเป็นและประชาชนอยากได้ สร้างประโยชน์ในลุ่มน้ำดีกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรที่มีกระแสข่าวว่าโครงการใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯ ถูกปัดฝุ่นมาผลักดันใหม่ อาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ผู้นี้กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของนักการเมืองในทุกยุค ทุกคนมาพร้อมเสมอสำหรับโครงการใหญ่ที่อยากให้สร้าง แต่ตอนนี้เรามีแผนยุทธศาสตร์น้ำชาติแล้ว ดังนั้นต้องเอาแผนนี้เป็นตัวตั้ง โครงการที่จะลงไปต้องมีขั้นตอน เช่น ต้องทำรายงานอีไอเอ ทำแล้วผ่านหรือไม่ และมีการจัดประชาคมหรือไม่ โดยกระบวนการของการมีโครงการเหล่านี้มีความชัดเจนเพราะต่อให้อยากทำหรืออยากใช้งบ ก็ต้องทำตามขั้นตอนและข้าราชการตอนนี้ก็ระมัดระวังมาก นักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ข้าราชการอยู่ประจำยังอยู่และพร้อมหรือที่จะเข้าคุกแทนนักการเมือง 

“โครงการผันน้ำยวม นักการเมืองพูดได้แต่เกิดยาก ขณะที่ชุมชนก็ต้องเข้มแข็งไว้ มีโครงการที่จำเป็น ที่ตอบโจทย์เกษตรกร แต่ก็ต้องดูว่าคลี่คลายประเด็นสิ่งแวดล้อมหรือยัง ต้อง compromise ทุกอย่าง แล้วเรื่องอื่นๆ เช่น การปนเปื้อนสารโลหะหนักในลุ่มน้ำสาละวิน ต้องรอบคอบเพียงพอหรือไม่ การทำโครงการแบบนี้ไม่ใช่พวกมากลากไป ไม่ใช่ยกมือโหวต ปัญหามีแต่การแก้ก็มีหลายวิธี เราต้องทำ optimization ให้เหมาะสม”ผศ.สิตางศุ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่านักการเมืองเห็นว่าการดำเนินโครงการผันน้ำยวมล่าช้าเพราะมีชาวบ้านไม่กี่คนที่ไปฟ้องศาลปกครอง นักวิชาการด้านวิศวกรรมแหล่งน้ำกล่าวว่า มองเช่นนั้นไม่ได้เพราะต้องเข้าใจ stakeholders (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) อย่างโครงการผันน้ำยวม คิดว่ามีแค่คนที่สูญเสียที่ทำกินชดเชยแค่นั้นไม่ได้ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาหากเอาน้ำสาละวินมาปนเปื้อนมาเติม ถามว่าใครได้ระผลกระทบบ้าง ไม่ใช่แค่เกษตรกรที่ขาดน้ำ แต่ผลกระทบด้านประมง การประปา ผู้ใช้ประปาหมู่บ้านตลอดแนว 

“ปัญหาการปนเปื้อนนั้นไม่ใช่ผลแต่คนรุ่นเรา แต่จะกระทบไปอีกหลายชั่วอายุคนด้วยซ้ำ ปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำไม่ใช่ว่าดื่มแล้วตายทันที  ไม่ใช่ว่ามีชาวบ้านส่วนใหญ่อยากได้และมีต้านไม่กี่คน นักการเมืองที่มองแค่นี้ล้าหลังมาก ไดโนเสาร์มาก”ผศ.สิตางศุ์ กล่าว

ขณะที่นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงานประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวินกล่าวว่า ได้คุยกับชาวบ้านแม่เงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอนถึงกรณีที่มีกลุ่มคนผลักดันโครงการผันแม่น้ำยวม ซี่งชาวบ้านต่างกังวลเพราะได้ยินกระแสข่าวว่าจะมีการผลักดันให้โครงการขึ้นมาอีก และยังมีชาวบ้านภาคกลางจำนวนไม่น้อยก็ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เพราะทุกๆปีพวกเขาเจอสถานการณ์น้ำท่วมอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าจะผันน้ำเข้าไปช่วงฤดูฝนอีกก็จะซ้ำเติมสถานการณ์

“โครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้แต่อีไอเอกลับไม่เป็นไปตามข้อเท็จจจริง ชาวบ้านจึงต้องพึ่งศาลปกครอง พวกเราพูดมาตลอดเรื่องฐานทรัพยากร ควรอนุรักษ์ไว้ให้คนในพื้นที่ ที่บอกว่าให้คนส่วนน้อยเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่นั้นก็ไม่จริง เพราะงบประมาณมหาศาลที่ใช้ก็เป็นภาษีของคนจำนวนมาก และมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้น เช่น บริษัทรับเหมา นักการเมืองบางคนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากกงบประมาณก้อนนี้ เป็นการคอรัปชั่นอีกรูปแบบหนึ่งในโครงการขนาดใหญ่”นายสะท้าน กล่าว