Search

จีนสั่งกองกำลังเครือญาติ “ว้าแดง”และ“โกก้าง”ร่วมขยับแนวเขตพรมแดนฮุบดินแดนพม่าในรัฐฉานเหนือ-ชาวบ้านรู้เห็นเต็มตาแต่พูดอะไรไม่ได้หวั่นอันตราย-รัฐบาลมินอ่องหลายทำได้แค่มอง

สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ว่า ทางการจีนได้ปักเขตรุกล้ำเข้ามายังเมืองหมู่แจ้ ทางเหนือของรัฐฉาน ประเทศพม่า โดยชาวบ้านในพื้นที่ได้เปิดเผยว่า เสาธงชาติของจีนได้รุกล้ำเข้ามาใกล้ถึงสนามฟุตบอลข้างตลาดมิงกาหล่าหมู่แจ้ ฝั่งพม่า ซึ่งอยู่ติดกับเมืองเจี่ยเก้า (เจ้เก่า) ฝั่งจีน ซึ่งทีมงานก่อสร้างชาวจีนกำลังปักเสาธงลึกเข้าไปในดินแดนของพม่า ทำให้พรมแดนของเมืองเจี่ยเก้าเลื่อนไปทางเหนือ โดยระบุว่า เสาธงชาติจีนตอนนี้ตั้งอยู่ห่างจากตลาดมิงกาหล่าหมู่แจ้ ทางเหนือของเจี่ยเก้าไปเพียง 6 เมตรเท่านั้น

“ผมสังเกตเห็นเสาธงในเขตแดนของพม่า เมื่อประมาณ 2-3 เดือนก่อน ตอนนั้นมันยังอยู่ไกล แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนเราไปเล่นฟุตบอลที่สนามใกล้ตลาดมิงกาหล่าหมู่แจ้ พบว่าเสาธงเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้น เหลือแค่ประมาณ 6 เมตรเท่านั้น” ชาวบ้านกล่าว

ทั้งนี้บริเวณดังกล่าวมีแม่น้ำรุ่ยหลี่ (หรือที่รู้จักในภาษาพม่าว่า ฉ่วยหลี่) ไหลวนรอบเมืองเจี่ยเก้า ก่อให้เกิดเขตแดนธรรมชาติ เนื่องจากแม่น้ำที่คดเคี้ยวนี้ เจี่ยเก้าจึงถูกล้อมรอบด้วยเมืองหมู่แจ้ทางด้านตะวันออก ด้านใต้ และด้านเหนือ ในบางจุด เจี่ยเก้าถูกแยกจากเมืองหมู่แจ้ ฝั่งรัฐฉานด้วยแม่น้ำและรั้วกั้นน้อยกว่า 500 เมตร เจี่ยเก้าเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ของจีนส่วนที่เหลือโดยสะพานข้ามแม่น้ำรุ่ยหลี่ นับตั้งแต่ปลายปี 2568 จีนได้ขยายรั้วกั้นชายแดนอย่างต่อเนื่องไปทั่วรัฐฉานตอนเหนือ รวมถึงในเมืองน้ำตึ้ก เมืองชินส่วยห่อ เมืองเล่าก์ก่าย เมืองกิ่วโก้ต (ป๋างทราย) เมืองหมู่แจ้และเมืองน้ำคำ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังสหรัฐว้า ((United Wa State Army -UWSA) และพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมาร์ คือกองกำลังโกก้าง(Myanmar National Democratic Alliance Army-MNDAA) และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ

ชาวบ้านรายงานว่า รั้วกั้นชายแดนจีนรุกคืบเข้ามาในดินแดนทางเหนือของรัฐฉาน ฝั่งพม่า 15 – 100 เมตร กลืนกินพื้นที่เพาะปลูก บ้านเรือน เส้นทาง และทางน้ำในเมืองเหล่านั้น เพราะความกลัวจากการถูกตอบโต้ ทำให้พวกเขาไม่กล้าพูดทักท้วงอะไร

ขณะที่ชาวบ้านที่อยู่ในเขตควบคุมกองกำลังโกก้าง MNDAA รายงานว่า ทหารโกก้าง MNDAA กำลังร่วมมือกับทีมก่อสร้างของจีน

“ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าพวกเขามีข้อตกลงกัน ประชาชนทั่วไปอยู่ด้วยความหวาดกลัวกลุ่มติดอาวุธและไม่กล้าประท้วง” หญิงคนหนึ่งจากเมืองชินส่วยห่อ ในเขตปกครองของกองกำลังโกก้าง MNDAA กล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ด้านในเมืองน้ำตึ้ก ในเขตภายใต้การควบคุมของกองกำลังสหรัฐว้า UWSA พบว่าลำธารที่เคยเป็นเส้นแบ่งเขตแดนได้ถูกผนวกเข้ากับดินแดนของจีนแล้ว ทั้งกลุ่มโกก้างและกลุ่มว้า UWSA ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนต่างได้รับอิทธิพลจากจีนอย่างมาก กองกำลังสหรัฐว้าได้รักษาสัญญาหยุดยิงกับกองทัพพม่าและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับรัฐบาลปักกิ่ง

ในขณะที่กองกำลังโกก้าง MNDAA ต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่าหลังการรัฐประหารปี 2564 จนกระทั่งจีนกดดันให้หยุดยิงกับกองทัพพม่าในปี 2568 กองกำลังโกก้างจึงเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่นั้นมาสำหรับการเปิดดินแดนและอนุญาตให้ธุรกิจของจีนเข้ามา รวมถึงการปล่อยให้เงินหยวนมีบทบาทสำคัญในการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้พรมแดนจีน-พม่า มีความยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร และอยู่ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคี รวมถึงสนธิสัญญาพรมแดนปี 2503 ซึ่งกำหนดเขตกันชน 10 เมตรตลอดแนวพรมแดน โดยห้ามการก่อสร้างถาวรภายในเขตดังกล่าว ภายใต้พิธีสารว่าด้วยเขตแดนที่ลงนามในปี 2504 ประเทศทั้งสองตกลงที่จะทำการตรวจสอบเขตแดนที่กำหนดไว้ร่วมกันทุกๆ 5 ปี แต่การตรวจสอบดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงสองครั้งเท่านั้น คือในปี 2527-2529 และในปี 2535 – 2538

มีรายงานว่าทั้งสองประเทศวางแผนที่จะทำการตรวจสอบร่วมกันครั้งที่ 3 ในปี 2563 ภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่ถูกขับออกจากอำนาจไปแล้ว แม้จะมีการรุกล้ำดินแดนเข้ามา แต่กลุ่มติดอาวุธไม่ว่าทั้งกองกำลังโกก้าง กองกำลังสหรัฐว้าหรือแม้แต่กองทัพพม่าเองก็ไม่ได้ออกมาทักท้วงใดๆต่อจีน แม้กองทัพพม่าเคยออกมาคัดค้านในปี 2563 เมื่อจีนสร้างรั้วกั้นใกล้กับชายแดนในเมืองเล่าก์ก่าย เขตปกครองตนเองของโกก้าง หรือ เขตพิเศษหมายเลข 1 ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังโกก้างโดยภาพถ่ายที่กองกำลังโกก้างเผยแพร่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เผยให้เห็นรั้วชายแดนที่ทอดยาวไปตามภูมิประเทศที่เป็นภูเขา

สื่อ Irrawaddy ระบุว่า แทนที่กองทัพพม่าจะเผชิญหน้ากับจีน แต่กองทัพพม่ากลับหันมากดดันสื่อภายในประเทศแทน โดยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา สภาสื่อมวลชนพม่าที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐบาลทหาร ได้เรียกประชุมสื่อต่างๆ และส่งต่อจดหมายจากกระทรวงการต่างประเทศที่เตือนว่า การรายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นรั้วชายแดนอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน นั่นเป็นเพราะกองทัพพม่านำของพล.อ.มินอ่องหล่ายนั้น ยังต้องพึ่งพารัฐบาลปักกิ่งอย่างมากในการอยู่รอดและการคุ้มครองทางการทูต