เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นายทนงศักดิ์ ทองกุล ทนายความและที่ปรึกษากฎหมายของมูลนิธิชุมชนไท เปิดเผยว่าในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ศาลปกครองจังหวัดภูเก็ตจะอ่านคำวินิจฉัยคดีที่ชาวเลชุมชนราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เป็นโจทก์ฟ้องกรมที่ดินกับพวกรวม 8 คน เพื่อให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดิน 2 แปลงในชุมชนไรย์ หลังจากก่อนหน้านี้ศาลยุติธรรมตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา พิพากษายืนว่า การออกโฉนดในที่ดินเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และชุมชนชาวเลอยู่มาโดยชอบ อย่างไรก็ตามกรมที่ดินอ้างว่ายังไม่สามารถเพิกถอนได้จนกว่าจะมีคำสั่งของศาลปกครอง ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนราไวย์จึงต้องฟ้องศาลปกครองต่อ
นายทนงศักดิ์กล่าวว่า จริงๆ แล้วชาวบ้านได้ยื่นฟ้องศาลปกครองไปตั้งแต่เมื่อปี 2562 โดยมีการฟ้อง 2 แปลง และต่อมามีผู้ร้องสอดมาอีกหลายคน อย่างไรก็ตามคดีนี้จะเป็นคดีแรกที่ชาวเลยื่นฟ้องกรมที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกโฉนดโดยมิชอบและต้องให้เพิกถอน เนื่องจากกรมที่ดินยังไม่ดำเนินการใดๆ โดยปกติแล้วอธิบดีกรมที่ดินต้องดำเนินการเพิกถอน แต่ส่วนใหญ่พบว่าไม่ดำเนินการ เพราะกลัวว่าจะถูกเอกชนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
ทนายความผู้นี้กล่าวว่าที่ดินในแปลงที่กำลังฟ้องร้องมีผู้อยู่อาศัยจำนวน 315 ครอบครัว เมื่อศาลยุติธรรมพิพากษาถึงที่สุดแล้วโดยระบุว่าเอกสารสิทธิ์ออกโดยมิชอบ หากศาลปกครองเห็นด้วยก็จะมีการเพิกถอนกรรมสิทธิในที่ดินซึ่งเอกชนอ้าง แต่เป็นที่ดินของชุมชนชาวเลอาศัยอยู่กันมานาน ทั้งนี้เท่าที่ทราบเจตนารมณ์ของชาวเลคือการอยู่อาศัยร่วมกัน และต้องการให้ที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
“เราคาดหวังว่าผลการวินิจฉัยของคดีศาลปกครองจะเป็นประโยชน์แก่ชาวเล หากในวันที่ 30 มิถุนายน นี้มีคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางที่ชาวเลฟ้องร้อยคือให้กรมที่ดินเพิกถอนกรรมสิทธิ์ คดีนี้ก็จะเป็นต้นแบบนำไปใช้กับชาวเลในพื้นที่อื่นๆ เช่น เกาะลันตา เกาะหลีเป๊ะ เกาะพีพี แต่ที่เกาะพีพีค่อนข้างซับซ้อนกว่า เพราะมีการใช้วิธีการทางกฎหมายเอาที่ดินของชาวเลไปออกโฉนดโดยนายทุน แต่รูปแบบก็ไม่หนีกันคือชาวเลอยู่กันมาก่อนตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ไม่รู้กฎหมาย ไม่มีความรู้ว่าเอกสารสิทธิ์เป็นอย่างไร จนที่ดินถูกนำไปออกเอกสารสิทธิ์ในลักษณะเดียวกันหลายพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน”ที่ปรึกษากฎหมายมูลนิธิชุมชนไท กล่าว
นายสนิท แซ่ซั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์ กล่าวว่า ชาวบ้านคาดหวังว่าคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแรกของชาวเลที่ฟ้องเรื่องที่ดินกับศาลปกครองเพื่อให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ออกโดยมิชอบ หากชาวบ้านชนะก็เหมือนเป็นชัยชนะของชาวเล เพราะจะเป็นต้นแบบให้กับชาวเลในพื้นที่อื่นๆด้วยเช่นกัน ขณะที่ชาวราไวย์เองก็อยากพัฒนาหมู่บ้านเพราะถูกละเลยมานานเนื่องจากความไม่แน่นอนทำให้ไม่มีการพัฒนาของท้องถิ่น เช่น น้ำท่วม น้ำประปาไม่ทั่วถึง
“ที่ผ่านมาเราต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่าคนทั่วไปเพราะเราไม่มีทะเบียนบ้าน ต้องซื้อไฟพ่วงมาจากคนอื่น ทำให้ต้องใช้ไฟฟ้าราคาแพง อย่างบ้านผมเหมาจ่ายค่าไฟฟ้า 1,500 ต่อเดือน จากที่ควรจะเสียเพียง 300-400 บาท บางครอบครัวต้องจ่ายค่าไฟฟ้าถึงเดือนละ 3,000 บาท บางครอบครัว 4,500 บาท เพราะเขาคิดเป็นกลุ่มๆ ขึ้นอยู่กับคนขายไฟซึ่งมีหลายเจ้า ตอนนี้มีชาวบ้านที่มีทะเบียนบ้าน 38 ครอบครัว ซึ่งเสียค่าไฟปกติ แต่อีก 182 ครอบครัวต้องพ่วงไฟ เสียค่าไฟแพง หากเราชนะคดีก็จะมีโฉนดแปลงรวมซึ่งเป็นหลักฐานเอาไปให้การไฟฟ้ามาติดตั้งหม้อเพื่อจ่ายไฟให้ชาวบ้านเหมือนประชาชนทั่วไปได้”นายสนิท กล่าว
นายสนิทกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ศาลยุติธรรมชั้นศาลฎีกาได้ตัดสินแล้วว่าที่ดินในชุมชนชาวเลเป็นของบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น และการออกเอกสารสิทธิทับที่ชาวบ้านไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราพยายามไปคุยกับกรมที่ดิน แต่เขาบอกว่าต้องให้ศาลปกครองเท่านั้นที่จะสั่งเพิกถอนได้ แต่คำสั่งศาลยุติธรรมไม่ได้บอกให้เพิกถอน การพิจารณาคดีตอนปี 2565 ศาลให้เราส่งข้อมูล เช่น ข้อมูลโรงเรียน การพิสูจน์โครงกระดูก การเสด็จของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อเดือนมีนาคม 2502 เพื่อยืนยันว่าเราอยู่มานาน ซึ่งเราก็ส่งไปทั้งหมด
“ตามที่เราต่อสู้มา เราไม่ได้ต้องการที่ดินเป็นของตัวเอง แต่เป็นของชุมชนชาวเล พวกเราเป็นชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่อยู่ที่นี่กันมานาน สมัยก่อนพวกเราไม่เคยกล้าออกมาต่อสู้เลย จนกระทั่งช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิ ที่ดินของพวกเราถูกแอบอ้างเอาไปออกโฉนด พวกเราจึงลุกขึ้นสู้มาตั้งแต่ปี 2548 รวมกว่า 20 ปีแล้วกว่าที่เราจะมาถึงวันนี้”นายสนิท กล่าว
——–
