Search

ชี้การตรวจวัดห่วงโซ่อาหารปนเปื้อนจากสารพิษแม่น้ำข้ามแดนยังขาดเจ้าภาพชัดเจน-ผู้เชี่ยวชาญเผยปัจจุบันอยู่ในระยะ“ก่อนป่วย” แนะ 3 ข้อให้รัฐรีบดำเนินการ

 

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)กลุ่มวิจัยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเฝ้าระวังและปกป้องสิ่งแวดล้อมร่วมกับประชาชน (AI-CARE Research Cluster) ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการสาธารณะ One Health of the Kok-Sai Basin (Series 2) ในหัวข้อ “สุขภาพคนลุ่มน้ำกก-สาย : เข้าใจความเสี่ยง รู้ทันสุขภาพ จากมลพิษโลหะหนักข้ามพรมแดน” เพื่อสะท้อนภาพรวมและผลกระทบของสารพิษข้ามแดนที่มีต่อประชากรเปราะบางริมฝั่งน้ำ

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวเปิดการเสวนาว่า สถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่เชียงใหม่หรือเชียงรายเท่านั้น แต่ได้ไหล ลงสู่แม่น้ำโขงและกระจายตามลำน้ำสาขาไปไกลถึงภาคอีสาน สารพิษเหล่านี้เมื่อตกค้างอยู่ในดินและน้ำจะส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน

“ภัยปนเปื้อนนี้ไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพกาย แต่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของชาวบ้านด้วย ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมดตามแนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่มองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ พืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม การสร้างฐานข้อมูลและระบบเฝ้าระวังร่วมกันจะช่วยให้เกิดการทำงานที่บูรณาการ มีเอกภาพ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ” เลขาธิการ สช. กล่าว

รศ.ดร.ธนพล  เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล  สกสว.  กล่าวว่า การกินอาหารที่มีพบการปนเปื้อนไม่เกินมาตรฐานหากกินรวมกัน ถือเป็น ความเสี่ยงสามารถบวกรวมกันได้ ความเสี่ยงคือ โอกาสและความน่าจะเป็น จากการได้รับสารพิษอย่างต่อเนื่องระยะยาว  ตามเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเชิงประชากร การเพิ่มขึ้นของมลพิษในภาวะปัจจุบันจะส่งผลให้อัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งสูงขึ้นได้ โดยทางวิทยาศาสตร์ที่มักถูกภาครัฐมองข้ามว่า ความเสี่ยงสามารถบวกรวมกันได้ หากมองเพียงแค่ค่ามาตรฐานแยกรายการ น้ำ ผัก หรือข้าว มีค่าไม่เกินเกณฑ์ แต่เมื่อชาวบ้านรับประทานร่วมกันในแต่ละวัน สารพิษสะสมเหล่านั้นจะเข้าไปบวกรวมกันและพุ่งเป้าเข้าทำลายอวัยวะเดียวกันและก่อโรคเดียวกัน 

ด้าน ดร.ยุทธพงษ์ ทองพบ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า เมื่อเทียบกับวิกฤตสารพิษ 7 กรณีใน 8 ประเทศทั่วโลก พบว่าลุ่มน้ำกก  ยังไม่ตรวจพบผู้ป่วย  ทั้งโรคมะเร็ง โรคไต หรือผิวหนัง แตกต่างจากกรณีโรคอิไตอิไตในญี่ปุ่นที่มีผู้เสียชีวิตถึง 196 ราย หรือบังกลาเทศที่มีประชากรเสี่ยงสารหนูกว่า 35–77 ล้านคน ปัจจุบันสถานการณ์ของเชียงรายจึงอยู่ในระยะ “ก่อนป่วย” และระบบสามารถตรวจจับความเสี่ยงได้เร็วจากสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่พบลักษณะ “ปลาเริ่มป่วย” ก่อนจะส่งผลถึงมนุษย์ และมีข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างให้ภาครัฐเร่งดำเนินการทันที 3 ประเด็น  

ดร.ยุทธพงษ์กล่าวว่า 1. เก็บข้อมูลเบสไลน์สุขภาพจริง  วางแผนคัดกรองกลุ่มเด็กเป็นพิเศษ และตรวจหาไบโอมาร์กเกอร์จากปัสสาวะ เลือด เส้นผม และเล็บ เพื่อสกัดกั้นการสะสมระยะยาว 2. ตั้งทีมบูรณาการเฉพาะกิจ เนื่องจากปัจจุบันพารามิเตอร์การตรวจวัดกระจายอยู่หลายส่วนและยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพหลักโดยตรง

3.จัดการที่ต้นกำเนิดและเปิดเผยข้อมูล ยกระดับความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อควบคุมมลพิษจากเหมืองแร่ต้นทาง ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลผลตรวจอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับชุมชน

ด้าน ศ.นพ. ดร. ไว เชน  ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเยาวชนและการรับรู้ความเสี่ยง จากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน ประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกงานวิจัย ว่า ทางประสาทวิทยา การได้รับโลหะหนักจากการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมส่งผลร้ายแรงต่อสมองและสภาพจิตใจโดยตรง เนื่องจากโลหะหนักสามารถเดินทางผ่านกระแสเลือดและ ข้ามผ่านด่านกั้นระหว่างเลือดและสมอง ซึ่งตามปกติทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสารพิษไม่ให้เข้าสู่สมองมนุษย์ มันจะไปสะสมตัวและทำลายเซลล์สมองโดยตรง ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบประสาท และเข้ารบกวนการทำงานของสารสื่อประสาท ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและสภาพจิตใจในระยะยาว นำไปสู่ภาวะ โรคซึมเศร้า และ สติปัญญาเสื่อมถอย   ซึ่งอันตรายนี้ครอบคลุมประชากรทุกช่วงวัย ตั้งแต่ทารกในครรภ์ เด็ก จนถึงผู้ใหญ่

ศ.นพ. ดร. ไว เชน ระบุว่า วิกฤตการณ์มลพิษในพื้นที่ชายขอบส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของชาวบ้านทั้งสองทาง คือ ทางตรงทางกายภาพ  ทางอ้อมต่อสุขภาพจิต จากการรับรู้ข่าวสารที่เป็นพิษ ความระแวงและความวิตกกังวลต่อสถานการณ์รอบตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสูง การจดจ่ออยู่กับข่าวร้ายและการหลั่งไหลของข้อมูลทำให้แยกแยะได้ยากระหว่างข่าวจริงและข่าวลวง ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงกลายเป็นภัยเงียบที่กัดกินจิตใจของผู้คนตลอดทั้งวัน การรับมือกับความเครียดท่ามกลางภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อม  แยก ‘ความจริง’ ออกจาก ‘ความคิด  เปลี่ยนความระแวงเป็นการลงมือทำในสิ่งที่จะแก้ไขความกังวลได้ 

——-