
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครอง จ.ภูเก็ต เตรียมอ่านคำพิพากษาในคดีที่ชาวเลในชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต ฟ้องกรมที่ดินให้เพิกถอนโฉนดจากที่ดินดั้งเดิมของบรรพบุรุษ หลังจากที่ศาลฏีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวมิชอบ ว่าถ้าผลการตัดสินเหมือนกับการนัดพิจารณาครั้งแรกตอนที่ตุลาการแถลงคดี ก็ทำให้ชาวเลอยู่ในพื้นที่ได้ต่อไปโดยชอบธรรม เพราะศาลฎีกาตัดสินออกมาแล้วว่า มีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ดังนั้นจึงเหลือเรื่องการเพิกถอนโฉนดซึ่งกรมที่ดินต้องไปดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นนั้น ทางจำเลยก็ยังสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดภายได้ภายใน 60 วัน อย่างไรก็ตามหากชาวเลชนะในศาลปกครองชั้นต้นแล้ว ก็ถือว่าได้มาแล้ว 70-80%
ผู้สื่อข่าวว่าแนวทางคำติดสินของศาลปกครองครั้งนี้จะส่งผลต่อคดีต่างๆของชาวเลในอันดามันที่มักถูกนายทุนบุรุกที่ดินและแอบออกเอกสารอย่างไร หรือไม่ นายคมสันกล่าวว่า กรณีนี้อาจมีผลโดยตรงกับชาวเลราไวย์ แต่ผลของคำตัดสินจะเป็นแนวทางสำหรับพื้นที่อื่นๆที่ดำเนินคดีต่อ เพราะต้องมี 2 ขั้นตอนคือฟ้องไปที่ 2 ศาลคือศาลยุติธรรมและศาลปกครอง แต่ปัญหาคือต้องใช้เวลานาน
ผู้สื่อข่าวถามว่าในเมื่อมีคำตัดสินของศาลยุติธรรมเป็นแนวทางอยู่แล้ว ทำไมประชาชนต้องฟ้องศาลปกครองอีก นายคมสันกล่าวว่าปัญหาคือกรมที่ดินมักนิ่งเฉย เพราะศาลยุติธรรมมีอำนาจเรื่องกรรมสิทธิแต่ไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองซึ่งคือโฉนดที่ดินจึงเป็นอำนาจของศาลปกครอง
“กรมที่ดินไม่มีทางดำเนินการให้ชาวบ้านอยู่แล้ว เพราะโฉนดที่ดินออกมาโดยมิชอบ จนเรื่องต้องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลและเมื่อศาลตัดสินว่าเอกชนรายนั้นๆได้กรรมการสิทธิมาโดยมิชอบ กรมที่ดินไม่ยอมเพิกถอน เพราะเท่ากับเป็นการเพิกถอนในสิ่งที่ตัวเองทำผิดไว้ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้จะปกป้องตัวเอง แม้คนทำจะไม่อยู่แล้วก็ตาม เขาจะรอเพียงคำสั่งศาลปกครองอย่างเดียว”นายคมสัน กล่าว
นายคมสันกล่าวว่า คดีของชาวเลราไวย์จริงๆแล้วศาลฎีการตัดสินมาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งกรมที่ดินไม่ควรเพิกเฉยและควรเพิกถอน แต่กลับให้ชาวบ้านฟ้องคดีกับศาลปกครองซึ่งจริงๆแล้วฟ้องไปก่อนตั้งแต่ปี 2561 ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่กรมที่ดินจะยังไม่เพิกถอนกรรมสิทธิในที่ดินจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะตัดสิน
ผู้สื่อข่าวถามว่าอำนาจบริหารไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือชาวเลได้เลยหรือ ทำไมถึงต้องพึ่งแต่อำนาจศาลอย่างเดียว นายคมสันกล่าวว่า ช่วยได้หากรัฐบาลจะทำ แต่มักมองว่าไม่ใช่เรื่องของเขา เพราะนอกจากจากคะแนนเสียงแล้ว ชาวบ้านก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับนักการเมืองสักเท่าไร และนักการเมืองจำนวนมากขาดความรู้เรื่องที่ดิน สังคมวิทยาเชิงชุมชนและกฎหมาย ที่สำคัญคือนักการเมืองจำนวนหนึ่งได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้เยอะ เพราะหากทำก็อาจทำให้เรื่องของตัวเองเป็นปัญหา ดังนั้นจึงพยายามทำให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบตัวเอง เห็นได้จากความพยายามตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลชาวเล แต่เอาเข้าจริงๆก็แทบไม่ได้แก้ไขอะไร แม้มวลชนเคลื่อนไหวอยู่ก็ตาม แต่ดูแล้วสำเร็จยากที่จะได้ตามที่ต้องการ ดังนั้นมวลชนจึงต้องสู้ทุกวิธีทาง เช่นการฟ้องคดี จะได้ไม่หวังพึ่งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
ผู้สื่อข่าวถามว่าชาวเลต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการฟ้องร้อง ไม่มีวิธิการทำให้ความยุติธรรมเข้าถึงพวกเขาง่ายกว่านี้หรือ นายคมสันกล่าวว่า จริงๆอำนาจบริหารแก้ไขได้เร็ว แต่เรื่องของที่ดินติดอยู่ที่ประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งอำนาจฝ่ายบริหารเข้าไปไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงมักทำแต่เรื่องที่ได้คะแนนนิยมและเป็นเรื่องของมวลชนกลุ่มใหญ่ๆ แต่กรณีปัญหาของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ เขาก็ใช้วิธีซื้อเวลาจนผ่านไปหลายชั่วคน พอคนรุ่นหลังๆก็เงียบไปเอง เรื่องก็จบ
“ผมคิดว่ามีหลายเรื่องที่ใช้กระบวนการทางกฎหมายสู้ได้ ฟ้องศาล เพื่อแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน แม้ใช้ระยะเวลานานหน่อย แต่เมื่อเทียบกับระยะเวลายาวนานจากจุดเริ่มต้นการต่อสู้ กับการตั้งต้นในทางคดีจะใช้เวลาไม่ต่างกัน ดังนั้นจึงควรใช้ช่องทางที่หลากหลาย มากกว่าปล่อยให้มีการซื้อเวลา”นักกฎหมายผู้นี้ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบไม่มีช่องทางอื่นหรือ นอกจากมาตรา 61 ในประมวลกฎหมายที่ดิน นายคมสันกล่าวว่า ไม่มี ซึ่งจริงๆแล้วควรต้องแก้ไขกฏหมายฉบับนี้เพราะเป็นกลไกโบราณที่ให้อำนาจแก่คนๆเดียวดูแลการถือครองที่ดินของคนทั้งประเทศ แถมบางคนยังมีประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องการออกโฉนดโดยมิชอบด้วย ดังนั้นควรมีการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เช่นนั้นชาวบ้านตายหมด และที่ดินของรัฐก็สูญเสียไปเรื่อยๆให้กับกลุ่มทุน
ทั้งนี้ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ศาลปกครองจ.ภูเก็ตได้นัดฟังคำพิพากษา ณ ศาลปกครองภูเก็ต ชั้น 1 ห้องพิจารณาคดี 1 เวลา 10.00 น.
—————