เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ชาวเลในชุมชนราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต หลายสิบคนได้เดินทางมายังศาลปกครอง จ.ภูเก็ตเพื่อฟังคำพิพากษา กรณีที่ชาวบ้านฟ้องร้องกรมที่ดินเพื่อให้เพิกถอนเอกสารสิทธิซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าโฉนดที่ออกบนที่ดินดั้งเดิมของชุมชนชาวเลราไวย์ออกโดยมิชอบ ทั้งนี้มีชาวเลจากจากพื้นที่ต่างๆ เช่น เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล เกาะลันตา จ.กระบี่ เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ
นายคมสัน โพธิ์คง ที่ปรึกษาด้านกฎหมายมูลนิธิชุมชนไท ให้สัมภาษณ์ว่า คำพิพากษาของศาลปกครอง จ.ภูเก็ตได้ยกฟ้องทั้งหมดซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติเนื่องจากที่ดินแปลงพิพาททั้งหลายมีคำพิพากษาของศาลฎีกากรณีที่ชาวเลถูกเจ้าของที่ดินฟ้องขับไล่และศาลชี้ว่าเจ้าของที่ดินได้กรรมสิทธิ์มาโดยมิชอบ
นายคมสันกล่าวว่าการพิจารณาคดีครั้งนี้ ศาลได้ลดขั้นตอนในการดำเนินการพิจารณาเหลือ 2 ขั้นตอนคือเอาแค่คำให้การโดยบอกว่าเราไม่ต้องทำคำคัดค้านคำให้การเพิ่ม ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนเหลือเพียงครึ่งเดียว นั่นหมายความว่าศาลมีข้อมูลเพียงพอแล้ว แต่ปรากกฏว่าศาลได้ยกฟ้องซึ่งเท่ากับว่าเจ้าของเอกสารสิทธิเหล่านั้นสามารถออกโฉนดที่ดินได้โดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งน่าจะขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลฎีกา
“เท่าที่ฟังการตัดสินครั้งนี้น่าจะมุ่งไปที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งเป็นแปลงรอง แต่เราฟ้องแปลงหลัก ผมคิดว่าน่าจะผิดแปลง เดี๋ยวเราต้องอุทธรณ์ต่อภายใน 30 วัน”นายคมสัน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าคำตัดสินของศาลยุติธรรมและศาลปกครองที่แตกต่างกันน่าจะเกิดจากอะไร นายคมสันกล่าวว่า คำพิพากษาไม่น่าจะออกมาเช่นนี้ ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่ ทำให้กลายเป็นประเด็นถูกตั้งคำถามว่าขัดแย้งกันได้อย่างไร โดยศาลให้เหตุผลว่า ที่ดินตรงนี้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทรกร้างว่างเปล่า โดยที่สาธารณสมบัติมีหลายแบบคือ 1.ใช้สำหรับทางการโดยเฉพาะ 2.ที่ดินพลเมืองใช้ร่วมกัน 3.ที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดย 2 กรณีแรกถ้าจะออกโฉนดต้องถอนสภาพก่อนซึ่งต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ แต่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าหากครอบครองมาก่อน พ.ศ.2497ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับเขามีสิทธิที่จะได้กรรมสิทธิ์
“ครั้งนี้ศาลไปมองว่าชาวเลไม่ได้ใช้ที่ตรงนั้น การขุดกระดูกเจอแค่ 2 โครงและมีการฝังศพที่สุสานมิตรภาพซึ่งอยู่อีกพื้นที่หนึ่ง แสดงว่าที่อยู่ชุมชนชาวเลไม่ใช่สาธารณสมบัติประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ศาลบอกว่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่าที่นำมาใช้ออกโฉนดได้ จึงได้ยกฟ้อง”นายคมสัน กล่าว
นายคมสันกล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือชาวเลเพิ่งใช้สุสานอีกพื้นที่หนึ่งในช่วงหลัง เพราะในอดีตชาวเลได้ฝังศพในสุสานข้างบ้านจึงได้พบโครงกระดูก โดยขุด 2 หลุม พบ 1 หลุม ที่เหลือไม่ได้ขุด แต่ศาลไม่ได้ดูเรื่องดีเอ็นเอ หรือการที่ชาวเลอยู่มาก่อน เป็นการตัดสินที่สั้นมาก ตนคิดว่าผิดปกติ
นายสนิท แซ่ซั่ว ชาวเลราไวย์กล่าวว่าหลังจากฟังคำพิพากษาแล้วรู้สึกเหนื่อยใจเพราะสู้เรื่องนี้มาแล้วกว่า 20 ปี แต่ก็ต้องสู้ต่อไปโดยจะร่วมกันเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
