Search

ฝึกอบรมให้ชุมชน 2 ฝั่งสาละวินเฝ้าระวังความเสี่ยงจากสารพิษปนในแม่น้ำ-ชาวบ้านเผยยังจำเป็นต้องใช้น้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักเหตุไม่มีทางเลือก-น้ำในลำห้วยไม่พอใช้

ระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายน ที่องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านจากชุมชนสองฝั่งแม่น้ำสาละวินซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง ได้เข้าร่วมการอบรม “นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเพื่อการเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กรณีการปนเปื้อนมลพิษทางน้ำข้ามแดนในแม่น้ำสาละวิน”ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะให้แกนนำชุมชนสามารถเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำสาละวินได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังร่วมกันจัดทำแผนที่ปลา ก่อนนำข้อมูลมาวิเคราะห์สถานการณ์การปนเปื้อน ประเมินความเสี่ยงจากการบริโภคปลาและอาหาร รวมถึงแลกเปลี่ยนแนวทางลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนในพื้นที่ 

นายส่าแด และนาย โน่นโน้ะ ชาวบ้านฝั่งรัฐกะเหรี่ยง  กล่าวว่า โดยหมู่บ้านมีทั้งหมด 28 หลังคาเรือน โดยจุดที่กังวลมากที่สุดคือบริเวณริมแม่น้ำสาละวินในบ้านแพซึ่งใช้ประโยชน์จากแม่น้ำในชีวิตประจำวัน ทั้งการหาปลา อาบน้ำ และเป็นพื้นที่ที่เด็ก ๆ มักลงเล่นน้ำในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากน้ำใช้ภายในชุมชนมีไม่เพียงพอ

นายโน่นโน้ะ ได้กล่าวว่า ภายในชุมชนยังมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งการปลูกกล้วย การทำเกษตรริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน รวมถึงการทำนาและปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ในพื้นที่ด้านในของหมู่บ้าน ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติในการดำรงชีวิต

ขณะที่ พาแยแซ ชาวบ้านริมแม่น้ำสาละวิน กล่าวว่า  พื้นที่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือชุมชนโคเกะเนื่องจากเป็นชุมชนดั้งเดิมที่ยังคงพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสาละวินเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ลำห้วยทั้ง 2 สายมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวินเป็นหลัก ในพื้นที่ยังเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยฝึกหัดครูกะเหรี่ยง (Karen Teacher Training College- KTTC) ซึ่งมีนักศึกษาครูหมุนเวียนเข้ามาศึกษาเป็นประจำ ทำให้มีประชากรจำนวนมากต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวิน 

“ถึงจะมีข่าวความกังวลเรื่องการปนเปื้อนของแม่น้ำ ชุมชนก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นในการใช้น้ำ ตลอดแนวชุมชนโคเกะยังมีบ้านแพและร้านค้าตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่นี้มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้น้ำในแม่น้ำ”พาแยแซ กล่าว

 เอตายุ้ นักศึกษาจากชุมชนอิตุท่า ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง กล่าวว่า คนในชุมชนตื่นตัวและรู้สึกกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยชุมชนอิตุท่ามีประชากรมากกว่า 4,000 คน แม้ว่าปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่จะใช้น้ำจากลำห้วยสำหรับการอุปโภคบริโภค แต่ยังมีประชาชนบางส่วนทำการเกษตรริมแม่น้ำสาละวินและใช้น้ำจากแม่น้ำเพื่อเพาะปลูก ในช่วงฤดูแล้ง ปริมาณน้ำในลำห้วยมักไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้บางครัวเรือนจำเป็นต้องสูบน้ำจากแม่น้ำสาละวินมาใช้ จึงทำให้การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและการติดตามการปนเปื้อนของสารพิษกลายเป็นเรื่องที่ชุมชนให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ขณะที่สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการ CHIA Platform กล่าวว่า เมื่อทุกฝ่ายรับรู้ข้อมูลร่วมกัน ก็จะสามารถวางแผนปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ทั้งในด้านสุขภาพและการปรับระบบเศรษฐกิจของชุมชนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น สิ่งที่น่ายินดีคือชุมชนได้เริ่มลงมือทำและเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น รู้ว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ใดยังปลอดภัย และพื้นที่ใดยังขาดข้อมูลที่ต้องร่วมกันศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

สมพรกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการเฝ้าระวังมลพิษในลักษณะนี้ ทั้งที่ผู้คนในลุ่มน้ำเดียวกันต่างพึ่งพาระบบนิเวศร่วมกัน จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนในการเฝ้าระวัง เก็บรวบรวม และเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลและป้องกันตนเองได้ ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ชุมชนจัดเก็บยังสามารถนำไปใช้ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐกำหนดนโยบาย จัดสรรทรัพยากร และสนับสนุนองค์ความรู้หรือเครื่องมือที่จำเป็นในการรับมือกับปัญหาได้อย่างตรงจุด

“บทบาทของทีมวิจัยไม่ได้สิ้นสุดเพียงการเก็บข้อมูลเพื่อปิดโครงการ แต่ตั้งใจทำงานร่วมกับชุมชนในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ สนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือ และเชื่อมโยงการเข้าถึงห้องปฏิบัติการสำหรับตรวจวิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถปกป้องตนเองได้ เราจะปล่อยมือจากที่นี่ ก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าคนในพื้นที่มีความเข้มแข็งและสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงวันนั้น เราก็พร้อมจะทำงานร่วมกันต่อไปในระยะยาว” สมพรกล่าว