เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพิจารณากรณีที่แม่น้ำกระบุรีมีความขุ่นผิดปกติเนื่องจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ว่าในที่ประชุมจ GISTDA(สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอากาศและภูมิสารสนเทศ) ได้แสดงภาพถ่ายทางอากาศให้เห็นถึงการขยายตัวของการเปิดหน้าดินในฝั่งประเทศพม่า แต่เนื่องจากภาพยังไม่ชัดเจนเพราะมีเมฆบัง ทำให้ไม่เห็นเหมืองแร่ อย่างไรก็ตามในที่ประชุมตนได้เสนอให้มีการตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำกระบุรีถี่ขึ้นเหมือนการตรวจที่แม่น้ำกกเพื่อที่จะได้นำมาเปรียบเทียบในแต่ละช่วงได้ชัดเจน ขณะเดียวกันควรใช้คำว่าสัมพันธไมตรีให้กระทรวงการต่างประเทศเข้าไปแก้ปัญหา และหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าไปเจรจาบริเวณชายแดน
เพจหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พันเอกสมคิด คงแข็ง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 เป็นประธานในการประชุมแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำขุ่นในแม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนองพร้อมด้วยเสนาธิการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 และฝ่ายอำนวยการหน่วยฯ เพื่อหารือรับทราบสถานการณ์ และร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำขุ่นในแม่น้ำกระบุรี โดยมีหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดระนอง, สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระนอง, อุตสาหกรรมจังหวัดระนอง, เกษตรและสหกรณ์จังหวัดระนอง, ด่านศุลกากรระนอง, ปกครองจังหวัดระนอง, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง และกรรมการ/ผู้จัดการบริษัทนำเข้าแร่ฯ
เพจหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 รายงานด้วยว่า สรุปประเด็นข้อเสนอแนวทางขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำในแม่น้ำกระบุรีให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตามสั่งการของแม่ทัพภาคที่ 4/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 4 รายละเอียดดังนี้
1.ให้บริษัทผู้นำเข้าสินแร่ทุกรายหาช่องทางในการประสานการปฏิบัติกับบริษัทเหมืองแร่ บริเวณ บ้านสมภาร กิ่งอำเภอเขม่าจี รอยต่อระหว่าง จังหวัดเกาะสอง และจังหวัดปกเปี้ยน ประเทศเมียนมา เพื่อหาวิธีการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียอนุกรมของเหมือง โดยกำหนดเป้าหมายดัชนีตัวชี้วัดร่วมกันว่าภายในระยะเวลา 2 เดือน ค่าความขุ่นของน้ำในแม่น้ำกระบุรีจะต้องลดลงจากเกณฑ์วิกฤตเดิมที่ 212 NTU ให้เหลือไม่เกิน 180 NTU เป็นอย่างน้อย
2 ให้หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงจากการประชุมทั้งหมด นำไปบรรจุเป็นวาระเพื่อหารือและเจรจาร่วมกับคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ไทย – เมียนมา ในการประชุมครั้งถัดไป เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ
3 ใช้มาตรการระบบการตรวจสอบย้อนกลับและการควบคุมสินแร่ข้ามแดน เพื่อแก้ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม เช่นหน่วยงานกรมการค้าต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร, กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ตามพระราชบัญญัติแร่ และกรมศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร ณ จุดนำเข้าและส่งออก
4 การปฏิบัติในห้วงต่อไปให้ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 เข้าประสานการปฏิบัติทาง TBC (Township Border Committee) คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น เป็นกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านไทย – เมียนมา รวมถึงกองกำลังฝ่ายต่อต้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องระบบการดำเนินงานของบริษัทเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา นำสู่การติดต่อประสานงาน สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำในแม่น้ำกระบุรี ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
นายพีระ ประสงค์เวช ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรีกล่าวว่า มติทั้ง 4 ข้อเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะเห็นแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับแร่ที่นำผ่านประเทศไทย โดยเชื่อว่าหากมาตรการนี้ได้รับการปฎิบัติอย่างจริงจังน่าจะช่วยลดการทำเหมืองเถื่อนได้เพราะไม่สามารถส่งออกแร่มาทางประเทศไทยได้ ดังนั้นผู้ที่ทำเหมืองแร่ต้องปรับตัวเพื่อดูแลสภาพแวดล้อมให้ดีด้วย
“เห็นด้วยอย่างยิ่ง 4 ข้อซึ่งเป็นแนวทางที่ฝ่ายความมั่นคงดำเนินการ แต่เรื่องการเยียวยาผลกระทบต่างๆในแม่น้ำกระบุรีที่เกิดขึ้นเป็น เรื่องที่หน่วยงานภายในประเทศต้องช่วยกัน”นายพีระ กล่าว
นายวิรสิงห์ คชสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาน่าจะเป็นรูปธรรมขึ้นเมื่อทหารให้ความสำคัญ จากที่เดิมไม่มีมาตรการอะไรเลย และประเทศไทยเป็นแค่ทางผ่านการขนแร่ ทั้งๆที่ความจริงแล้วการจะนำเข้าหรือไม่ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของเรา ถ้าสินค้านั้นทำให้คนไทยเดือดร้อนก็ไม่ควรนำเข้า
