เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณี สำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 7 กรมเจ้าท่า เปิดจำหน่ายวัสดุที่ได้จากการขุดลอก ดินปนทรายและกรวด ปริมาณรวมกว่า 322,789.05 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็น 8 กอง ซึ่งเป็นวัสดุที่ได้จากการขุดลอกงานจ้างก่อสร้างและบำรุงรักษาแม่น้ำโขง บริเวณทางเข้าท่าเทียบเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีการเปิดให้ผู้สนใจเข้าดูสถานที่และวันจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าบริเวณแม่น้ำโขงตั้งแต่สามเหลี่ยมทองคำจนถึงบ้านสบกก อ.เชียงแสน มีผลตรวจตะกอนดินของกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)ซึ่งระบุว่ามีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่องโดยผลตรวจวัดตั้งแต่ครั้งที่ 3 (พฤษภาคม 2568)เป็นต้นมา พบค่าสารหนูเกินมาตรฐานตะกอนดิน ระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงและถ้าชาวบ้านบริโภคปลาเป็นจำนวนมากและเป็นประจำ อาจเป็นอันตราย ต่อสุขภาพอนามัย บริเวณบ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน (94 มก./กก.) บางครั้งพบแคดเมียม และโครเมียม เกินค่ามาตรฐานตะกอนดินในบางจุดตรวจวัด และครั้งที่รุนแรงที่สุดคือผลตรวจครั้งที่ 9 (มกราคม 2569) พบค่าสารหนูเกินมาตรฐานตะกอนดินระดับที่เป็นอันตราย ต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ และบริเวณตำบลเวียง มีค่า 89 – 110 มก./กก. และครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 11 พบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง
ผู้สื่อข่าวได้เข้าสอบถามนายสุรนารถ ศิริเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงราย กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ว่าการนำดินปนทรายและกรวดออกขายเป็นการกระจายสารพิษหรือไม่ ซึ่งนายสุรนารถกล่าวว่า การจำหน่ายดินปนทรายและกรวดกองนี้เป็นไปตามขั้นตอนการดำเนินงานปกติของท่าเรือพาณิชย์แห่งที่ 2 เพื่อขุดลอกร่องน้ำบริเวณปากแม่น้ำกกให้เรือสินค้าสามารถสัญจรได้ โดยปกติจะทำการขุดลอกทุก ๆ 1–2 ปี ซึ่งจะได้วัสดุทรายประมาณ 3 แสนลูกบาศก์เมตร นำมากองพักไว้ในพื้นที่ และจำเป็นต้องระบายจำหน่ายออกไปเพื่อรองรับการขุดลอกในรอบถัดไป
นายสุรนารถกล่าวว่า สำหรับกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด จะนำทรายเหล่านี้ไปใช้ในการถมเพื่อทำเขื่อนกันตลิ่งพังในพื้นที่ใกล้เคียงกับท่าเรือ เนื่องจากหากขนส่งไปไกลจะมีต้นทุนที่สูงมาก โดยกระบวนการถมตลิ่งนั้นจะมีขั้นตอนทางวิศวกรรมที่ใช้ผ้า Geotextile คลุมปิดทับ ก่อนจะนำกล่องลวดบรรจุหิน (Gabion) มาวางทับอีกชั้นหนึ่ง
ขณะที่นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 1 เชียงใหม่ กล่าวถึงกลไกการปนเปื้อนว่า ความรุนแรงของสารพิษขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงาน หากใช้รถตักหรือรถแบคโฮขุดลอก ตะกอนดินที่ปนเปื้อนส่วนใหญ่จะหลุดลอยไหลไปกับกระแสน้ำ ทำให้ได้ส่วนที่เป็นกรวดทรายขึ้นมา แต่หากใช้เครื่องสูบสูบทรายขึ้นมาโดยตรง ก็อาจจะได้ส่วนที่เป็นตะกอนดินปนเปื้อนติดขึ้นมาในปริมาณที่สูงกว่า ส่วนจะเป็นพิษหรือไม่ก็ต้องมีการตรวจจึงจะทราบได้
ผอ.สคพ.1 กล่าวว่า การนำทรายปนเปื้อนไปใช้ประโยชน์นั้น หากนำไปใช้ในงานก่อสร้างตามหลักวิศวกรรม เช่น การผสมคอนกรีต ตัวโครงสร้างคอนกรีตจะช่วยตรึง (Fix) สารโลหะหนักให้เสถียร ไม่ให้หลุดรอดออกมาสู่สิ่งแวดล้อมและมนุษย์ได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้านำไปใช้ถมในพื้นที่อ่อนไหว เช่น สนามเด็กเล่น พื้นที่พักอาศัย หรือพื้นที่เกษตรกรรม ถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนำไปถมทำตลิ่งกั้นแม่น้ำโขงหรือลำน้ำอื่น ๆ จะเสี่ยงต่อการกระจายตัวของสารพิษหรือไม่ นายอาวีระ กล่าวว่า หากดินตะกอนปนทรายที่นำไปทำตลิ่งนั้นไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นระบบปิดและอับ ก็อาจส่งผลให้สารปนเปื้อนละลายออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายอื่น ๆ ได้เคยถูกยกขึ้นมาหารือในที่ประชุมคณะกรรมการติดตามการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำของจังหวัดเชียงรายแล้ว เพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกันและกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัย และเมื่อภาคประชาชนเกิดความกังวลใจเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการจำหน่ายทรายชุดนี้ ทาง สคพ.1 จะรีบนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ในนัดถัดไปทันที เพื่อหาแนวทางปฏิบัติและมาตรการป้องกันผลกระทบต่อไป
ด้าน ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ กองทรายที่ขุดขึ้นมานั้นเป็นดินทรายใหม่หรือดินเก่า และมีความเข้มข้นของการปนเปื้อนอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด รวมถึงต้องดูว่าจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมประเภทใด เช่น งานก่อสร้าง เกษตรกรรม หรือถมที่เพื่ออยู่อาศัย หรือไม่อย่างไร
“ตะกอนดินจากแม่น้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนักต้องจัดการด้วยความระมัดระวัง เพราะหากของเสียหรือโลหะหนักที่เป็นพิษเหล่านี้กระจายไปในพื้นที่อื่น ก็ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับประชาชน ลองจินตนาการว่าหากมีใครนำตะกอนดินจากแหล่งปนเปื้อนมาถมที่ข้างบ้านคุณ เมื่อดินแห้งและกลายเป็นฝุ่นผงฟุ้งกระจาย ย่อมแฝงไปด้วยอันตรายหากมีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่” ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทั้งหน่วยงานรัฐอย่าง สคพ.1 (เชียงใหม่) และนักวิจัยจากสถาบันอื่น ๆ ต่างก็ตรวจพบค่าการปนเปื้อนสูงในแม่น้ำโขงและปากแม่น้ำกกเช่นเดียวกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตรวจสอบกองทรายดังกล่าวก่อนนำไปใช้ในกิจกรรมใด ๆ และหากพบว่าเป็นของเสียที่มีพิษปนเปื้อน ก็ต้องนำไปกำจัดหรือทำลายอย่างถูกวิธีตามหลักสากล
