เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวพม่า The Irrawaddy รายงานว่าชาวพม่าเกือบ 7 แสนคนเดินทางเข้าไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี โดยมีผลมาจากการบังคับเกณฑ์ทหารและความยากลำบากทางเศรษฐกิจในพม่าซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ชาวพม่าจำนวนมากเดินทางเข้ามาแสวงหาโอกาสในประเทศไทย
ทั้งนี้สื่อพม่าอ้างอิงรายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration: IOM) ภายใต้สหประชาชาติ(UN) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 มีชาวพม่าเกือบ 700,000 คน เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงการอพยพข้ามพรมแดนในวงกว้าง อันเกิดจากเหตุผลด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และสังคม ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องหลังการรัฐประหารของกองทัพพม่าเมื่อปี 2564
IOM รายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า มีชาวพม่า 687,000 คน เดินทางเข้าสู่ไทยผ่านจุดผ่านแดนสำคัญในจังหวัดตาก ระนอง กาญจนบุรี และเชียงราย ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารของรัฐบาลทหารพม่า รวมถึงผลกระทบที่ยังคงดำเนินอยู่จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคกลางของพม่าเมื่อปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประชาชนหลบหนีการเกณฑ์ทหาร และแสวงหาโอกาสในการดำรงชีวิตที่ดีกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน
องค์กรกรระหว่างประเทศแห่งนี้ระบุว่า ผู้เดินทางเข้าประเทศไทยร้อยละ 11 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้พำนักระยะยาว เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานเพียงใด ขณะที่บางส่วนมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย โดยเดินทางผ่านจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย อย่างไรก็ตามยังขาดข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับเส้นทางดังกล่าว ทำให้การติดตามสถานการณ์ทำได้ยาก
“จากการสัมภาษณ์ชาวพม่าจำนวน 3,504 คน ที่เดินทางเข้าประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 41 ไม่มีเอกสารเดินทางหรือเอกสารราชการที่ถูกต้อง ผลการสำรวจยังพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 29 เดินทางเข้ามาเพื่อค้าขาย ร้อยละ 28 เพื่อเยี่ยมครอบครัวหรือเพื่อน ร้อยละ 9 เพื่อหางานทำ และร้อยละ 6 ระบุว่าหลบหนีความขัดแย้ง นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 ชาวพม่าจำนวนมากได้อพยพออกนอกประเทศเพื่อหลีกหนีสงครามและการปราบปรามผู้เห็นต่างของรัฐบาลทหาร โดยประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดทั้งด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ได้กลายเป็นจุดหมายหลักของทั้งแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยที่ต้องการความคุ้มครอง” The Irrawaddy อ้างรายงานของ IOM
The Irrawaddy ระบุด้วยว่า รัฐบาลทหารพม่าประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารในปี 2567 ซึ่งกำหนดให้ชายอายุ 18-35 ปี และหญิงอายุ 18-27 ปี ต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลาสูงสุด 2 ปี ส่งผลให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศโดยหญิงชาวพม่าคนหนึ่งที่เดินทางมายังประเทศไทย กล่าวว่า “อย่างที่ทราบกัน เราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในประเทศของเราได้อีกแล้ว คนหนุ่มสาวไม่มีโอกาส ประเทศก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เราจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน”
รายงานของ IOM ระบุว่า ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยมีชาวพม่าพำนักอยู่ประมาณ 4.6 ล้านคน โดย ร้อยละ 64 ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานของไทย ขณะที่ตลอดปี 2568 เพียงปีเดียว มีชาวพม่าเดินทางเข้าสู่ไทยผ่านด่านชายแดนสำคัญราว 2 ล้านคน
ชายหนุ่มชาวพม่าคนหนึ่งที่หลบหนีการเกณฑ์ทหารให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐบาลส่งหนังสือมาให้ผมไปขึ้นทะเบียนเกณฑ์ทหาร เราจึงต้องย้ายมาอยู่ที่นี่”
ขณะเดียวกัน รายงานวิจัยของ มูลนิธิฮันส์ ไซเดล (Hanns-Seidel-Stiftung) และ ศูนย์เนลสัน แมนเดลา มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ พบว่า นับตั้งแต่รัฐประหาร จำนวนนักศึกษาชาวพม่าที่เดินทางมาเรียนต่อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ซึ่งการปราบปรามขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement: CDM) อย่างรุนแรงของรัฐบาลทหาร และการล่มสลายของระบบอุดมศึกษาในพม่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนนักศึกษาชาวพม่าที่เข้าเรียนในหลักสูตรระดับปริญญาในประเทศไทย เพิ่มจากปีละ 2,500-2,800 คน ก่อนการรัฐประหาร เป็น มากกว่า 17,000 คนในปี 2568
The Irrawaddy อ้างอิงงานวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาไทย Happio ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ชาวพม่ากว่า 4 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้กลายเป็น “กลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่” ที่มีกำลังซื้อรวมกันมากกว่า 221,000 ล้านบาทต่อปี (ประมาณ 6,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) รายงานของ Happio ระบุว่า กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีชาวพม่าพำนักมากที่สุด โดยมีมากกว่า 520,000 คน รองลงมาคือ จังหวัดสมุทรสาคร เชียงใหม่ ตาก และระนอง ตามลำดับ.
