Search

โครงการเจาะอุโมงค์เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน สะท้อนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคของจีน

โดย Thiri 

โครงการก่อสร้างอุโมงค์ด้วยเม็ดเงินสนับสนุนจากจีนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนถูกนำเสนอว่าเป็นโครงการที่จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางจากจังหวัดชายขอบแห่งนี้ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ จากเดิมที่ใช้เวลาราว 6–7 ชั่วโมง ให้เหลือประมาณ 4 ชั่วโมง โดยผ่านอุโมงค์ 5 แห่งบนเส้นทางยาวร่วม 160 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น หากยังนับเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาท้องถิ่น เครือข่ายทางการเมือง และยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจเพื่อผลลัพธ์ความได้เปรียบเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ในระดับภูมิภาคนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร

จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดอันดับจังหวัดยากจนที่สุดของประเทศไทยและมีรายได้ครัวเรือนต่ำที่สุดในภาคเหนือ โดยสาเหตุหนึ่งมาจากสภาพภูมิประเทศที่ทุรกันดารและเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ดังนั้นฝ่ายบริหารของจังหวัดทุกยุคทุกสมัยจึงมีความต้องการที่จะพัฒนาการเชื่อมต่อคมนาคมและโลจิสติกส์ให้ดีขึ้นมาโดยตลอด ในขณะเดียวกันโครงการใดก็ตามที่สัญญาว่าจะช่วยลดเวลาเดินทาง เอื้อต่อการค้า และดึงดูดการลงทุน ย่อมได้รับความสนใจจากคนในพื้นที่โดยปริยาย ข้อจำกัดทางภูมิประเทศและโครงสร้างพื้นฐานนี้ทำให้โครงการการก่อสร้างอุโมงค์กลายเป็น “จุดขายทางการเมือง” ที่ทรงพลังในการเลือกตั้งท้องถิ่นมาหลายสมัย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเสนอความช่วยเหลือด้านการพัฒนาหลายราย เริ่มตั้งแต่การเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างโครงสร้างคมนาคมพื้นฐาน เช่น ถนน และอุโมงค์โดย Japan International Cooperation Agency (JICA) ในปี 1995 แต่จากข้อมูลจากคนในพื้นที่ การหารือเหล่านั้นไม่เคยเกิดผลจริง เพราะเงื่อนไขในการลงทุนมักผูกโยงกับสิทธิในการนำแร่จากพื้นที่ก่อสร้างออกไป เช่น ผู้รับเหมาบางรายยืนกรานว่าจะนำดินทั้งหมดที่ขุดจากพื้นที่อุโมงค์กลับประเทศของตน โดยในปี 2012 ญี่ปุ่นกลับมาให้ความสนใจพื้นที่นี้อีกครั้ง ก่อนที่จีนจะได้รุกคืบเข้ามาแทนที่ในปัจจุบัน

ในช่วงการเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ผู้สมัครท้องถิ่นรายหนึ่งใช้โครงการอุโมงค์เป็นนโยบายหาเสียงหลัก โดยความเชื่อมโยงของเขากับ Thai International Investment Agriculture and Industrial Trade Association หรือ TITA ซึ่งมีสายสัมพันธ์ชัดเจนกับเครือข่ายธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน ยิ่งทำให้โครงการนี้มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นและแม้ผู้สมัครรายดังกล่าวจะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ตัวโครงการกลับไม่ได้ถูกพับเก็บไปอย่างที่หลายคนคาดไว้ ตรงกันข้าม TITA หันไปใช้พลังโซเชียลมีเดียในการผลักดันวาระของตนต่อไปโดยนำเสนอวาทกรรมว่าโครงการก่อสร้างอุโมงค์นี้เป็น “ความจำเป็นเร่งด่วน” สำหรับการพัฒนาผ่านข้อความที่เน้นย้ำเรื่องความยากจน ความโดดเดี่ยว และคำสัญญาเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจของแม่ฮ่องสอน เรื่องเล่าเช่นนี้ถูกขยายออกไปผ่านเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์รับจ้างและคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI จากแหล่งที่ระบุต้นทางของข้อมูลไม่ได้ ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนความพยายามในการที่จะกำหนดการรับรู้ของสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นนี้มากกว่าการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา 

แผนพัฒนา 5 ปีของจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการกล่าวถึงการยกระดับจุดผ่านแดนชั่วคราวให้เป็นด่านถาวร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ในบรรดาจุดผ่านแดนเหล่านี้ บ้านห้วยผึ้ง มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมีมูลค่าการค้าชายแดนคิดเป็นกว่า 70% ของจังหวัด หรือราว 142.74 ล้านบาท นอกจากนี้ จุดนี้ยังเป็นด่านที่อยู่ใกล้กับรัฐฉาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแร่สำคัญของเมียนมา และเป็นพื้นที่เดียวในแนวตะวันออกของประเทศที่มีการค้นพบ ถลุง และส่งออกแร่หายาก (Rare Earth Elements: REEs) ดังนั้น อาจเป็นไปได้ว่าการขยายด่านชายแดนและปรับปรุงโลจิสติกส์ในเส้นทางนี้ อาจเป็นการเปิดช่องทางใหม่สำหรับการเคลื่อนย้ายแร่ที่มีมูลค่าสูงและมักขาดการกำกับดูแลเหล่านี้โดยไม่ตั้งใจอีกด้วย

สิ่งที่ทำให้โครงการอุโมงค์นี้ควรถูกจับตามองมากคือบทบาทของ China Communications Construction Company (CCCC) ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในโครงการอุโมงค์ดังกล่าว CCCC ไม่ใช่เพียงบริษัทก่อสร้างธรรมดา แต่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของจีนที่มีบทบาทสำคัญในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนที่กระจายไปทั่วโลกและมักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลปักกิ่งในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ CCCC ยังมีประวัติเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายแห่งในเอเชีย แอฟริกา และแปซิฟิก ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ ถนน รถไฟ และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งหลายโครงการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส ปัญหาหนี้สิน และผลกระทบต่ออธิปไตยของประเทศเจ้าบ้าน

ดังนี้แล้ว กรณีของจังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงไม่ควรถูกมองแยกส่วนออกจากภาพใหญ่ หากอุโมงค์นี้ถูกสร้างขึ้นจริง มันอาจไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การลดเวลาเดินทาง แต่ยังอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยง จีน–เมียนมา–ไทย เข้าด้วยกันในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ต่อผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของจีนมากกว่าเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ในเมียนมาปัจจุบัน ข้อน่ากังวลกลับยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะหลังจากที่เกิดรัฐประหารขึ้นในปี 2564 พื้นที่ชายแดนส่วนมากกลายเป็นพื้นที่อำนาจทับซ้อนระหว่างกองทัพเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ และเครือข่ายเศรษฐกิจสีเทา ความเปราะบางของรัฐในเมียนมาทำให้เส้นทางโลจิสติกส์ใหม่ๆ สามารถถูกใช้เพื่อกิจกรรมที่อยู่นอกกรอบการกำกับดูแลของรัฐได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนแร่ การฟอกเงิน หรือการเคลื่อนย้ายสินค้าที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ ผู้เขียนชี้ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่าย scam compounds, การพนันออนไลน์, การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์มากขึ้น การเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานโดยปราศจากมาตรการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง อาจเป็นการสร้าง “ทางด่วน” ให้กับเครือข่ายเหล่านี้โดยไม่เจตนา 

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่อง ใครได้ประโยชน์จริงจากโครงการนี้ แม้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมักถูกขายต่อชุมชนและคนทั่วไปว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ประสบการณ์จากหลายประเทศชี้ว่า ผู้ได้รับผลประโยชน์หลักมักเป็นกลุ่มทุน ผู้รับเหมา และ ตัวละครทางการเมืองมากกว่าชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อโครงการนั้นเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการที่ขาดความโปร่งใสหรือการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับคนแม่ฮ่องสอน ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงว่า “ควรมีอุโมงค์หรือไม่” แต่คือ ควรถามให้ชัดว่าอุโมงค์นี้จะเชื่อมอะไร ใครเป็นผู้กำหนด และเพื่อผลประโยชน์ของใคร

เมื่อพิจารณาในกรอบนี้ อุโมงค์นี้จึงเป็นมากกว่าโครงการก่อสร้างเพราะมันสะท้อนวิธีการที่จีนใช้โครงสร้างพื้นฐานเป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลระดับภูมิภาค ผ่านการผสานทุน เข้ามาสร้างสัมพันธ์กับการเมืองในระดับท้องถิ่น สร้างเครือข่ายธุรกิจ และการจัดวางกลไกทางภูมิศาสตร์อย่างแยบยล วิธีการเช่นนี้ทำให้การขยายอิทธิพลดู “ไม่เป็นภัย” ในระยะแรก เพราะมันมาในรูปของถนน เงินทุน และคำสัญญาเรื่องการพัฒนา แต่ความละเอียดอ่อนของยุทธศาสตร์นี้เองทำให้มันทรงพลัง ยิ่งเมื่อจับคู่กับพื้นที่ชายแดนที่รัฐมีข้อจำกัดในการกำกับดูแล หรือพื้นที่ที่มีความต้องการด้านการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ช่องว่างดังกล่าวสามารถถูกใช้เป็นจุดเข้าสำหรับการสร้าง leverage ทางเศรษฐกิจและการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในท้ายที่สุด คำถามที่ควรถูกตั้งไม่ใช่เพียงว่าโครงการอุโมงค์นี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของแม่ฮ่องสอนได้หรือไม่ แต่รวมถึงว่า การพัฒนาในรูปแบบใดที่เหมาะสมกับจังหวัดชายแดนแห่งนี้ และใครควรเป็นผู้กำหนดอนาคตดังกล่าวเพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลางทางการเมือง ถนน สะพาน รถไฟ และอุโมงค์ ล้วนกำหนดรูปแบบของการไหลเวียนของผู้คน สินค้า ทุน หรืออำนาจ ดังนั้น ทุกโครงการขนาดใหญ่จึงควรถูกพิจารณาอย่างละเอียดทั้งในมิติของต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และผลกระทบทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติในระยะยาวอีกด้วย

สำหรับประเทศไทย นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญของฝ่ายบริหารทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นว่าจะสามารถมองไกลเกินกว่าผลประโยชน์ระยะสั้นของโครงการรายชิ้นได้หรือไม่ รัฐไทยจำเป็นต้องประเมินอย่างรอบคอบว่า โครงสร้างพื้นฐานใดช่วยเสริมความมั่นคงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และโครงการใดอาจก่อให้เกิดการพึ่งพิงเชิงยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาลต่างชาติโดยไม่รู้ตัว 

ท้ายที่สุดอุโมงค์ในแม่ฮ่องสอนอาจดูเป็นเพียงโครงการท้องถิ่นเล็กๆ ที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่หากมองให้ลึก มันสะท้อนพลวัตของการแข่งขันอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เส้นแบ่งระหว่าง “การพัฒนา” กับ “อิทธิพลทางยุทธศาสตร์” กำลังเลือนรางลงเรื่อยๆ

นั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจากเรื่องนี้ บางครั้ง ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคไม่ได้เริ่มต้นจากฐานทัพหรือเรือรบ แต่มันอาจเริ่มต้นจากโครงการก่อสร้างอุโมงค์ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยในจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทยเท่านั้นเอง

———–

เกี่ยวกับผู้เขียน Thiri เป็นนักวิเคราะห์อิสระที่มุ่งศึกษาประเด็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และพลวัตด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป