เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง เดินทางหน้าสถานกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลจีนผ่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จี้แสดงความรับผิดชอบต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงกับเหมืองแร่ในเมียนมาและทุนจีน แต่ถูกตำรวจตั้งแนวสกัดไม่ให้เข้าพื้นที่ด้านหน้า ก่อนเกิดเหตุชุลมุนจนมีผู้ชุมนุมบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย แขนหัก 1 ราย ไหล่หลุด 1 ราย ด้านเครือข่ายประณามตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ตั้งคำถาม ‘ตำรวจมีหน้าที่ปกป้องสารพิษหรือ’
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์บริเวณหน้าสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ เพื่อยื่นแถลงการณ์ถึง สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เรียกร้องให้รัฐบาลจีนเร่งดำเนินการต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี
ทั้งนี้เครือข่ายฯได้เตรียมจัดกิจกรรมส่งมอบตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมถึง ‘ลาบปลาน้ำกก’ เพื่อสื่อสารโดยตรงถึงรัฐบาลจีนว่า ผลกระทบจากมลพิษไม่ได้หยุดอยู่เพียงค่าการปนเปื้อนในรายงานผลตรวจ แต่กำลังลุกลามถึงทรัพยากรอาหาร อาชีพ รายได้ และชีวิตประจำวันของประชาชนที่พึ่งพาแม่น้ำ พร้อมขอให้ส่งต่อจดหมายถึงสี จิ้นผิง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนดำเนินการต่อผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่เกี่ยวข้อง และเปิดการพูดคุยกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่อย่างจริงจัง
สำหรับข้อเรียกร้อง 4 ประการต่อรัฐบาลจีนประกอบด้วย 1.ให้รัฐบาลจีนกำกับดูแล ตรวจสอบ และดำเนินการกับบริษัทหรือนักลงทุนจีนที่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศอย่างจริงจัง 2.ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่ที่นำเข้าจากเมียนมา เพื่อเปิดเผยว่าแร่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีนจากพื้นที่ใด และเกี่ยวข้องกับเหมืองที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดนหรือไม่
3.เชิญผู้แทนรัฐบาลจีนลงพื้นที่พบประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และร่วมกำหนดแผนฟื้นฟูแม่น้ำอย่างเป็นรูปธรรม 4.เปิดให้มีคณะตรวจสอบร่วมจากหลายฝ่ายเข้าไปตรวจสอบพื้นที่เหมืองแร่ในเมียนมา พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าสถานกงสุลจีน ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบนับร้อยนาย รวมถึงกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมมีการใช้โดรนอย่างน้อย 1 ลำในการสังเกตการณ์พื้นที่
ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินถือป้ายผ้ามาตามถนน แต่เมื่อถึงบริเวณใกล้สถานกงสุลได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้น หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนเข้าไปยังพื้นที่ด้านหน้าสถานกงสุลซึ่งมีการตั้งรั้วเหล็กแนวกั้นและสกัดการเคลื่อนตัวของประชาชน ทำให้เกิดการยื้อยุดระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย เบื้องต้นพบว่า 1 รายแขนหัก และอีก 1 รายไหล่หลุด
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงว่าได้จัดพื้นที่สำหรับการชุมนุมไว้แล้ว โดยกำหนดไม่ให้ผู้ชุมนุมอยู่บนพื้นผิวการจราจร ด้วยเหตุผลด้านการจัดการจราจรและความปลอดภัย แม้เจ้าหน้าที่จะรับทราบการแจ้งชุมนุมแล้ว แต่ได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ว่าขอให้แก้ไขสถานที่การชุมนุมเนื่องจากกังวลด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยผู้บังคับบัญชาตำรวจในพื้นที่เมืองเชียงใหม่มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดกั้นเส้นทางดังกล่าว
ทั้งนี้ในช่วงเกิดเหตุสถานกงสุลปิดทำการ และไม่สามารถติดต่อผู้ประสานงานของสถานกงสุลให้ออกมารับหนังสือจากเครือข่ายได้
ภายหลังเหตุชุลมุน เครือข่ายผู้ชุมนุมได้ประณามการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ โดยเห็นว่าเป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมยืนยันว่า การเดินทางมาครั้งนี้มีเป้าหมายเพียงเพื่อยื่นหนังสือและนำตัวอย่างน้ำจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาสื่อสารต่อฝ่ายจีน ไม่มีเจตนาใช้ความรุนแรง แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังสกัดกั้น พร้อมยืนยันว่า ผู้แทนสถานกงสุลควรออกมารับหนังสือด้วยตนเอง เนื่องจากข้อเรียกร้องดังกล่าวมีเป้าหมายสื่อสารโดยตรงถึงรัฐบาลจีน
ขณะที่นายบุรินทร์ ใจจะนะ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ และ พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ เป็นผู้รับหนังสือจากเครือข่าย โดยระบุว่าจะส่งมอบต่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประสานส่งต่อไปยังสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่อีกทอดหนึ่ง
ภายหลังการยื่นหนังสือ เครือข่ายได้ร่วมกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาทีต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยเครือข่ายยืนยันว่า หากต้องการคลี่คลายความไม่พอใจที่เกิดขึ้น ฝ่ายจีนควรออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ เปิดช่องทางพูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง รวมถึงชี้แจงต่อกรณีที่ไม่มีผู้แทนสถานกงสุลออกมารับหนังสือด้วยตนเอง
————-
