Search

สว.นรเศรษฐ์แนะรัฐบาลยกระดับปัญหาสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำสู่เวทีนานาชาติ-ชี้การทูตขาดความสมดุลเอียงข้างจีนจนไม่กล้าทำอะไร “สุชาติ”ผลักดันประเด็นสิ่งแวดล้อมหารือผู้นำระดับสูงไทย-เมียนมา

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายนรเศรษฐ์ ปรัชฐากร สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีประชาชนบาดเจ็บจากการเผชิญหน้ากับตำรวจที่บริเวณหน้าสถานกงสุลจีนประจำเชียงใหม่ ว่าเข้าใจความรู้สึกของประชาชนที่มองว่าบทบาทของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาหรือการออกมาแสดงจุดยืนต่อประเด็นปัญหาแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากการทำเหมืองในประเทศพม่า ที่ยังไม่หนักแน่นเพียงพอ การยื่นหนังสือหรือการแสดงออกของภาคประชาชนควรเป็นสิ่งที่ทำได้ตามสิทธิและเสรีภาพ ไม่ควรมีเหตุการณ์จนถึงขั้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามคงต้องขอฟังข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน

สมาชิกวุฒิสภารายนี้กล่าวว่า แม้ทุกฝ่ายจะเข้าใจว่าจีนเป็นประเทศมหาอำนาจ แต่รัฐบาลไทยควรมีความชัดเจนและทำงานเชิงรุกในการปกป้องสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ปัจจุบันมีการตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นมาแล้ว แต่ตอนนี้ไปถึงไหนก็ไม่รู้ ทุกอย่างดูเงียบมาก จนประชาชนตั้งคำถามว่ารัฐบาลไทยเกรงใจหรือไม่ หรือไม่กล้าดำเนินการอะไรที่ชัดเจนกับทางจีน

“สิ่งที่รัฐบาลไทยทำได้ทันที คือ ตรวจสอบ Supply Chain ทุกอย่างที่ผ่านประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าส่งออกจากเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับแร่ ผมเชื่อว่าการทำเหมืองในเมียนมาย่อมมีห่วงโซ่อุปทานที่ต้องผ่านประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีที่ใช้ในการทำเหมือง หรือแร่ที่ขุดได้ออกมา อย่างน้อยต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีบริษัทใดเกี่ยวข้อง เป็นบริษัทไทยหรือบริษัทต่างชาติ และเราเรียกร้องเรื่องธรรมาภิบาลจากบริษัทเหล่านั้น เพราะต้นทางของแร่มาจากเหมืองผิดกฎหมาย และผลกระทบก็ตกอยู่กับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนตามลุ่มแม่น้ำ”นายนรเศรษฐ์ กล่าว และว่านอกจากนี้ รัฐบาลไทยควรยกระดับประเด็นดังกล่าวขึ้นสู่เวทีนานาชาติ เพื่อสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

“ปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าจะเป็นเพียงปัญหาของภาคเหนือ และไม่ควรรอจนมีคนเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตแล้วจึงค่อยดำเนินการ ควรเรียกร้องให้ทุกประเทศหรือทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด ต้องรับผิดชอบต่อหลักธรรมาภิบาล รวมถึงตรวจสอบว่าแร่หายากจากเหมืองเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของประเทศใด เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ใช้ประโยชน์จากแร่เหล่านั้น”นายนรเศรษฐ์กล่าว

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่าทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศควรออกมาแสดงบทบาทที่ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่ของคณะทำงานร่วม เพราะน้ำหนักจะเบาเกินไป หากผู้นำประเทศไม่ออกมาพูดหรือแสดงบทบาทเชิงรุก สุดท้ายประชาชนในภาคเหนือก็ต้องเป็นฝ่ายรับผลกระทบอยู่ฝ่ายเดียว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการประชุมครบรอบ 51 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา เหตุใดประเด็นดังกล่าวจึงไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า โดยธรรมชาติของจีน มักไม่ยอมรับประเด็นที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และจีนจะไม่ยอมรับเป็นอย่างแรกว่าสิ่งนั้นมีอยู่ หรือเกิดขึ้นเพราะเขา ดังนั้นบนเวทีทางการทูต สิ่งที่พูดกันมักเป็นเรื่องเชิงบวก ส่วนปัญหาต่าง ๆ ไม่ทราบว่าเบื้องหลังมีการหารือกันมากน้อยเพียงใด

นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า แม้ตนจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง แต่จากการสังเกตเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยมีความใกล้ชิดกับจีนมากกว่าชาติตะวันตก ทั้งในด้านความสัมพันธ์และการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยไม่ควรเอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การทูตที่ดีควรสร้างสมดุลกับทั้งมหาอำนาจตะวันตกและตะวันออก เพื่อให้เรามีอำนาจต่อรองมากขึ้น แต่ปัจจุบันรู้สึกว่าสมดุลเสียไปเพราะกลัวจีนมากเกินไป

“ถ้ากลัวจนพูดชื่อประเทศไม่ได้ พูดถึงปัญหาจริง ๆ ไม่ได้ แล้วเราจะแก้ปัญหากันอย่างไร ผมมองว่าดุลอำนาจทางการทูตของไทยในปัจจุบันอาจเอนเอียงไปมากเกินควร”สมาชิกวุฒิสภารายนี้ กล่าว

ในวันเดียวกันเพจของกรมควบคุมมลพิษได้รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมผลักดันความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมข้ามแดนเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee: HLC) ไทย–เมียนมา ครั้งที่ 9 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับกรมกิจการชายแดนทหาร (ชด.) นำเสนอประเด็นสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักในแม่น้ำข้ามพรมแดน และการป้องกันไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นายสุชาติ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษและกรมกิจการชายแดนทหารได้ร่วมกันจัดตั้ง War Room และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการไฟป่าและหมอกควันให้กับหน่วยงานของเมียนมา โดยได้ติดตั้งแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เมืองท่าขี้เหล็ก เมืองเชียงตุง และเมืองตองยี ซึ่งได้รับความสนใจและความร่วมมือจากฝ่ายเมียนมาเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีข้อเสนอขยายความร่วมมือไปยังรัฐคะยา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและอยู่ใกล้ชายแดนไทยนายสุชาติกล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดน รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยจะผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลคุณภาพน้ำควบคู่กับ War Room ด้านคุณภาพอากาศ รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ ชุดทดสอบคุณภาพน้ำอย่างง่าย และการพัฒนาศักยภาพการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน และจังหวัดลอยก่อ รัฐคะยา เพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี

นายสุชาติกล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดน รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยจะผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลคุณภาพน้ำควบคู่กับ War Room ด้านคุณภาพอากาศ รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ ชุดทดสอบคุณภาพน้ำอย่างง่าย และการพัฒนาศักยภาพการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน และจังหวัดลอยก่อ รัฐคะยา เพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี