เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ถ.รัชดาภิเษก กทม. เวลา 10.00 น.ได้มีประชาชนในนามคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ประมาณ 30 คนเดินทางมาจัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อทวงถามความเป็นธรรมกรณีเหตุการณ์ที่เครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง เดินทางไปยื่นหนังสือที่หน้าสถานกงสุลจีนประจำเชียงใหม่และเกิดเหตุการณ์ชุลมุนจนทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บ 2 ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจห้วยขวางพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งในและนอกเครื่องแบบหลายสิบนายได้นำแผงเหล็กมากั้นไว้บริเวณฟุตบาท แต่เปิดช่องไว้ให้สัญจรผ่านได้ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนได้ปิดทำการภายหลังจากทราบว่าจะมีการชุมนุม ขณะที่สื่อมวลชนจำนวนมากโดยเฉพาะสื่อต่างชาติได้เดินทางมารอทำข่าวตั้งแต่เวลา 09.30 น.
ทั้งนี้ผู้จัดกิจกรรมได้ถือป้ายด้วยข้อความต่างๆ อาทิ “ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่เทียนอันเหมิน” , “ผู้ปล่อยมลพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขงเป็นอาชญากรสิ่งแวดล้อม”,แบล็คลิสต์จีนเทา” พร้อมทั้งสวมหน้ากากนายสี เจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยได้มีการนำน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษจากแม่น้ำกก สาย รวก โขงใส่ขวดมาเทหน้าสถานทูต พร้อมกับการอ่านแถลงการณ์
นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธาน กป.อพช.กล่าวว่าการทำเหมืองในประเทศพม่าได้ส่งผลกระทบข้ามแดนมายังแม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน โดยส่วนใหญ่เป็นของบริษัทจีนซึ่งมิอาจแยกความรับผิดชอบจากรัฐบาลจีนได้เพราะรูปแบบเป็นไปตามนโยบาย 1 แถบ 1 เส้นทาง (BRI) โดยรัฐบาลจีนมักเข้าไปถือหุ้นด้วยดังนั้นเอกชนจีนจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบฝ่ายเดียวไม่ได้ และขณะนี้จีนกำลังขยายอิทธิพลเข้ามาในสังคมไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะเรื่องแม่น้ำปนเปื้อนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของจีนเทา ที่ไม่ใช่แค่เรื่องสแกมเมอร์ แต่ยังมีการเข้ามาจดทะเบียนตามกฎหมายหลายรูปแบบและหลอกลวงกัน เช่นเดียวกับกรณีตึก สตง.ถล่มซึ่งบริษัทอิตาเลียนไทยและบริษัทจีนเป็นผู้ก่อสร้าง แถมยังมีการขนย้ายขยะพิษมาไว้ที่ภาคตะวันออก รวมไปถึงเรื่องการทำเหมืองโปแตสใต้ดินที่ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
“เราจำเป็นจะต้องแสดงออกว่าสิ่งที่รัฐบาลจีนกระทำอยู่ในผืนแผ่นดินไทยเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พวกเราจะเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำ พร้อมทั้งตรวจสอบการทำธุรกิจของทุนจีนในประเทศไทย เพราะมีการจัดตั้งบริษัทนอมินีในหลายพื้นที่”นายเลิศศักดิ์ กล่าว
นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยัง สส.และ สว.ให้ทำหน้าที่อย่างเข้มข้นขึ้น ซึ่งเครือข่ายฯจะทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการฯ สภาผู้แทนราษฎร ให้ช่วยตรวจสอบทางหนึ่ง พร้อมทั้งหารือกับเครือข่ายเพื่อเรียกร้องให้สังคมรับรู้ปัญหาและการกระทำของอุตสาหกรรมจีนให้มากกว่านี้
ทั้งนี้ผู้จัดกิจกรรมได้อ่านแถลงการณ์ของ กป.อพช.โดยขอยกระดับข้อเรียกร้องจากการประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมาไปสู่การเปิดโปงความจริงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลจีนไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและประชาคมระหว่างประเทศร่วมกันเผชิญหน้ากับต้นทุนที่แท้จริงของการพัฒนาภายใต้ยุทธศาสตร์โครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง
แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อแม่น้ำกก สาย รวก โขง กำลังตาย ชีวิตประชาชนกำลังล่มสลาย ผู้ที่รัฐตอบโต้กลับไม่ใช่ผู้ก่อมลพิษ หากเป็นประชาชนที่ลุกขึ้นปกป้องแม่น้ำ เป็นการสะท้อนโครงสร้างอำนาจที่ระบอบสีน้ำเงินเลือกปกป้องผลประโยชน์ของทุนจีนมากกว่าปกป้องสิทธิและชีวิตประชาชน ขณะที่ความมั่นคงของจีนไม่อาจตั้งอยู่บนความตายของแม่น้ำและประชาชนในประเทศไทยและเพื่อนบ้าน BRI ทำให้แม่น้ำของเพื่อนบ้านปนเปื้อน ประชาชนกว่า 1 ล้านคนในภาคเหนือของไทย และอีกหลายสิบล้านคนในลุ่มน้ำโขงต้องสูญเสียแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร สุขภาพและวิถีชีวิต ขณะที่ผลกำไรยังไหลกลับสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีน ซึ่งจีนเทาไม่ใช่เพียงธุรกิจผิดกฎหมาย แต่คือโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
แถลงการณ์ระบุข้อเรียกร้องว่า รัฐบาลไทยต้องปกป้องประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ปกป้องผู้ก่อมลพิษ และต้องยุติรูปแบบการพัฒนาที่ผลักต้นทุนให้ประชาชน
พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ทองมี ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง กล่าวว่า ผู้ชุมนุมและจัดกิจกรรมได้ทำหนังสือขออนุญาตอย่างถูกต้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยไม่ได้ขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเป็นพิเศษ เพียงแต่เป็นการจัดกำลังมาดูแลตามปกติตามรอบเท่านั้น
วันเดียวกันที่อาคารรัฐสภานายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงาครั้งที่ 8 ว่าทุกวันนี้ยังมีการนำเข้าแร่จากเมียนมาไม่มีการตรวจสอบอะไรเลยว่านำเข้าที่ไหนจากบริษัทอะไร รัฐบาลต้องออกกฎกระทรวงในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของแร่ เพื่อหยุดให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่ที่เป็นพิษ
“การจัดการที่ต้นตอที่ทำให้แม่น้ำเป็นพิษที่ผ่านมารัฐบาลทำงานน้อยมาก มีการเจรจากับเมียนมาอย่างเป็นทางการเพียงแค่ครั้งเดียว ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยผ่านมากว่า 1 ปี ตั้งแต่มีรัฐบาลชุดนี้มา นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ก็เป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม มีการประชุมครั้งเดียว”นายภัทรพงษ์ กล่าว
นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำอเมริกากล่าวว่า ตนเองเห็นใจจีนที่กำลังประสบปัญหาภาพลบ แต่ต้องตระหนักว่าภาพลบมาจากนักธุรกิจจีนบางคน มาจากที่ไม่เคารพมาตรฐานสากล และบางครั้งอาจมาจากรัฐบาลจีน ตอนนี้คือให้ความคิดเห็นว่าจีนควรจะทำอย่างไรถึงจะได้ใจคนไทยทั้งประเทศ เช่น ปัญหาไทย-กัมพูชา ขอแนะนำรัฐบาลไทยโดยเฉพาะนายสีหศักดิ์ว่าอย่าใช้เวลาทำเรื่องเอ็มโอยู 44 กับจัดเตรียมประชุมอาเซียนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเมียนมาอย่างเดียว ขอแนะนำให้ใช้ความเชี่ยวชาญทางการทูตซึ่งมีอยู่เต็มที่ ทำเรื่องยากที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนรากหญ้า เช่น การแก้ไขปัญหาต้นตอของน้ำปนเปื้อนสารพิษ
นายพิศาลกล่าวว่า 1.การแก้ปัญหาน้ำเสียจากเพื่อนบ้าน กระทรวงการต่างประเทศต้องเดินหน้า อย่าเดินตามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพราะรัฐมนตรีกระทรวงอื่นทั้งหมดไม่เชี่ยวชาญเรื่องหมากการทูต การเมืองระหว่างประเทศระดับภูมิภาค ไม่เข้าใจความเชื่อมโยงอย่างที่นายสีหศักดิ์เข้าใจในภูมิรัฐศาสตร์ จะต้องรู้จักใช้จุดแข็งของประเทศไทยต่อรองกับประเทศที่มีพลังอำนาจมากกว่าทั้งในและนอกภูมิภาค
2.การเจรจาหารือไม่จำเป็นต้องเจรจากับรัฐบาลเมียนมาอย่างเดียว หากโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมาเข้าไปไม่ถึง เราต้องกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา องค์กรสหประชาชาติให้ข้อมูลชัดเจนว่ารัฐบาลจีนถือหุ้นร้อยละ 90 ในโรงงานเหมืองแร่หายากในเขตปกครองของเมียนมา เราต้องสื่อสารแบบชั้นเชิงการทูตซึ่งนายสีหศักดิ์ชำนาญอย่างดี ทำให้จีนเห็นว่าอย่าคิดว่าคนไทยอย่างไรก็ได้ ขนานกับการหารือกับฝ่ายจีน
3.หากจีนไม่กระตือรือร้นแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ นายสีหศักดิ์ต้องเล่นไพ่ใบอื่นให้มีประสิทธิภาพ ขณะนี้มีญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เสนอความช่วยเหลือและมีความสนใจที่จะแก้ไขปัญหายกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคนี้แล้ว อย่าปล่อยให้ระดับเจ้าหน้าที่ข้าราชการทำไปตามแผน ให้เชิญทูตทั้ง 4 ประเทศนี้มาพบ หรือบินไปพบกับรัฐมนตรีในโอกาสที่อำนวยของ 4 ประเทศนี้ ยกระดับข่าวเพื่อให้เห็นความสำคัญที่ไทยให้กับแต่ละประเทศที่พร้อมที่จะช่วยแก้ปัญหาระดับคุณภาพชีวิต ฝ่ายที่ไม่กระตือรือร้นจะได้รับข้อความอย่างชัดเจน การต่างประเทศจะกลับมาสู่สายตาประชาชน และท่านจะสอบผ่านการเป็นรัฐมนตรี เพราะคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนมาก่อน
ขอบคุณภาพจาก เจเจ




