Search

หญิงคะฉิ่นไร้ทางเลือก-เผชิญสถานการณ์ถูกกดดันขายตัวให้นายจ้างจีนนักลงทุนเหมืองแร่แรร์เอิร์ธแลกรายได้-การมีงานทำ

สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ผู้หญิงในเมืองปั่งหว่า รัฐคะฉิ่น แหล่งทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ใหญ่ที่สุดในรัฐคะฉิ่น กำลังเผชิญสถานการณ์ถูกบังคับต้องเลือกระหว่างต้องการทำงานหนักใช้แรงงานทั่วไป หรือเลือกทำงานให้บริการทางเพศกับนายจ้างคนจีนในเหมือง โดยผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกทำงานอย่างหลังเพื่อปากท้อง

ทั้งนี้ค่ายคนงานเหมืองที่ดำเนินการโดยชาวจีนตามแนวชายแดนทางตอนเหนือของพม่า ผู้หญิงต้องเผชิญกับสองทางเลือกที่ยากลำบาก คือเลือกทำงานหนักโดยใช้แรงงาน เช่น การทำอาหารหรือขนท่อ ซึ่งในหมู่คนงานเรียกว่า “งานสะอาด” หรือ เลือกทำงานในลักษณะงาน “หลากหลาย” ซึ่งหมายถึงการให้บริการทางเพศแก่นายจ้างควบคู่ไปกับงานประจำวันที่ไม่ต้องทำงานหนัก โดยสองทางเลือกล้วนมีราคาสูงที่ต้องจ่าย

คนงานกล่าวว่า คำว่า “สะอาด” และ “หลากหลาย” กลายเป็นคำสแลงที่ใช้กันทั่วไปในเหมือง ซึ่งปกปิดความจริงอันโหดร้ายที่ว่าผู้หญิงถูกบังคับให้ขายร่างกายหรือทนทำงานหนักอย่างทรมานเพียงเพื่อจะได้งานทำ

หญิงชาวปั่งหว่าคนหนึ่ง ซึ่งทำงานในเหมืองแร่หายากกล่าวว่า ผู้หญิงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ที่ทำงานในเหมืองเหล่านี้ ถูกบังคับให้ทำงานในประเภท “หลากหลาย” “ส่วนใหญ่แล้วจะหางานได้ก็ต่อเมื่อพวกเธอยอมอยู่ร่วมกับผู้ชาย ถ้าปฏิเสธและเลือกทำงานประเภท ‘สะอาด’ นายจ้างก็มักจะหาเรื่องและไล่ออกภายในไม่กี่เดือน และมักจะไม่จ่ายค่าจ้างให้ด้วย

ทั้งนี้การขาดแคลนงานผลักดันให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องไปทำงานในเหมืองแร่ที่ชาวจีนเป็นเจ้าของ และพวกเธอมักจะลงเอยด้วยการทำงานให้บริการทางเพศ ซึ่งในเหมืองประเมินว่า ผู้หญิงที่ทำงานมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ถูกบังคับให้มีสัมพันธ์กับผู้ชายชาวจีนเพื่อแลกกับค่าจ้าง เบื้องหลังสถิติเหล่านี้คือเรื่องราวส่วนตัวที่เจ็บปวด

ด้านหญิงชาวคะฉิ่นวัย 39 ปี ซึ่งเป็นแม่ลูก 5 คนเล่าถึงความยากลำบากที่ต้องเผชิญเป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่มีรายได้ หลังจากถูกขับไล่จากบ้านเกิดเนื่องจากความขัดแย้งและต้องแยกจากสามี หนี้สินที่พอกพูนและความจำเป็นในการเลี้ยงดูลูกๆบีบให้เธอต้องทำงานที่ให้บริการทางเพศ

“ฉันมาที่ปั่งหว่าพร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน เราเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ด้วยกัน ตอนแรกเราต่อต้าน แต่ในที่สุดพวกเขาก็เลือกที่จะทำงานในตำแหน่งงาน ‘หลากหลาย’ ลูกๆ ทั้ง 5 คนของฉันเป็นนักเรียน และฉันเป็นหนี้สินมากมาย ฉันต้องยืมเงินเพิ่มเพื่อมาที่ปั่งหว่า”หญิงชาวคะฉิ่น กล่าว

ภายหลังจากสองเดือนแห่งความยากลำบากเรื่องเงินของหญิงรายนี้ก็หมดลง และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานเป็นแม่ครัวและผู้ช่วยดูแลเด็ก

“ฉันไม่อยากเลือกเส้นทางนี้ แต่เมื่อลูกๆ ต้องการอาหารและค่าเล่าเรียน ก็ไม่มีทางเลือกอื่น” เธอกล่าว ขณะที่การทำเหมืองยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดชะงัก แม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรัฐคะฉิ่น หลังจากที่กองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army – KIA) ยึดครองเมืองหปั่งหว่าได้ในปลายปี 2567 แต่การทำเหมืองแร่ที่ทำกำไรมหาศาลก็กลับมาดำเนินต่อภายใต้อำนาจของ KIA อย่างรวดเร็ว โดยนักธุรกิจชาวจีนได้กระชับอิทธิพลของตนเองมากขึ้น โดยใช้ระบบ “สะอาด” และ “หลากหลาย เพื่อรับสมัครผู้หญิงเข้ามาทำงานอย่างเปิดเผย

ด้านแรงงานชายในพื้นที่เปิดเผยว่า นายจ้างชาวจีนปฏิบัติต่อผู้หญิงพม่าราวกับสิ่งของที่ใช้แล้วทิ้ง “พวกเขาบอกว่าผู้หญิงพม่าเหมือนเสื้อผ้าที่เปลี่ยนได้ตามใจชอบ คำพูดที่ไร้ยางอายนี้ ในความคิดของผม แสดงให้เห็นว่า ไม่มีหน่วยงานใดในพม่าที่มีอำนาจหยุดยั้งการละเมิดเหล่านี้ได้ พวกเขา (นายจ้าง) อ้างว่าเป็นการสมัครใจ แต่ทุกคนรู้ว่าผู้หญิงจะได้งานก็ต่อเมื่อพวกเธอยอมนอนกับพวกเขาเท่านั้น”

สื่อพม่ารายงานด้วยว่า การเอารัดเอาเปรียบไม่ได้จำกัดอยู่แค่หญิงชาวคะฉิ่นเท่านั้น ผู้หญิงที่หนีภัยสงครามจากเขตอื่นๆอย่างเขตสะกาย เขตมะโกยและรัฐยะไข่ (รัฐอาระกัน) ก็มาลงเอยที่เหมืองเหล่านี้เช่นกัน ติดกับดักหนี้สินและความสิ้นหวัง ในขณะที่แร่ธาตุที่สกัดจากเมืองปั่งหว่าและเมืองชิปวี ในรัฐคะฉิ่น มีมูลค่าหลายล้านในตลาดโลกและเป็นเชื้อเพลิงให้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้หญิงที่ทำงานอยู่ที่นั่นยังคงไร้เสียง และการต่อสู้ของพวกเธอถูกฝังอยู่ใต้ภูเขาที่ถูกสกัดเอาแร่เพื่อผลกำไร