Search

โวยยังไม่เปิดประตูเขื่อนปากมูล-ชาวบ้านบุกยื่นหนังสือจี้ทำตามมติ ครม.-รองผวจ.เผยต้องคำนึงหลายปัจจัย-ชี้ปล่อยน้ำเขื่อนไม่เกี่ยวกับการอพยพของปลา “แม่สมปอง”ผิดหวังชวนลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ ประเสริฐวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ที่ยังไม่มีการเปิดเขื่อนปากมูลทั้งๆที่เวลาล่วงเลยฤดูฝนมาแล้ว ว่าขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการเปิดประตูเขื่อน เนื่องจากต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูล และติดตามสถานการณ์ระดับน้ำอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจเปิดหรือปิดประตูเขื่อนต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า วิถีชีวิตของประชาชนทั้งเหนือน้ำและท้ายน้ำ รวมถึงสถานการณ์น้ำโดยรวม ซึ่งเป็นอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการ

“ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนครับ ก็เลยยังไม่เปิด โดยทางเขื่อนสิรินธรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดูว่าการเปิดจะกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าหรือไม่ รวมถึงวิถีชีวิตของคนเหนือน้ำและท้ายน้ำอย่างไร เรื่องนี้ต้องพิจารณาร่วมกันในคณะกรรมการ ขณะนี้มีการประชุมไปแล้วครั้งหนึ่ง และติดตามระดับน้ำทุกวัน โดยกรมชลประทานรายงานระดับน้ำทุกจุดให้ที่ประชุมรับทราบ”รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลฯกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงเงื่อนไขในการเปิดประตูเขื่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวว่า จุดเฝ้าระวังสำคัญอยู่ที่สถานีวัดระดับน้ำ M7 หากระดับน้ำอยู่ที่ 107-108 เมตร จะเริ่มเข้าสู่การบริหารจัดการเพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำสูงเกิน 112 เมตร ซึ่งเป็นระดับที่อาจส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่งและท่วมพื้นที่ตัวเมืองอุบลราชธานี ขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนทั้งในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยกรมชลประทานได้ทยอยพร่องน้ำจากเขื่อนต่าง ๆ ทั้งในลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำชี เช่น เขื่อนหัวนา เขื่อนราษีไศล และเขื่อนธาตุน้อย เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการเปิดประตูเขื่อนในช่วงฤดูฝนให้โดยเร็ว ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการทำประมงพื้นบ้าน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวว่า ชาวบ้านยังสามารถประกอบอาชีพประมงได้ตามปกติ และไม่เห็นว่าการเปิดประตูเขื่อนจะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการจับปลา 

“ชาวบ้านก็ลงเรือไปประกอบอาชีพประมงได้ตามปกติ น้ำมี ปลาก็มี ผมไม่เข้าใจว่าต้องปล่อยน้ำถึงจะหาปลาได้ ผมว่ามันไม่น่าเกี่ยวกันนะ”ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าชาวบ้านเห็นว่าการปล่อยน้ำมีส่วนสัมพันธ์กับการอพยพของปลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวว่า ในช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำยังไหลผ่านเขื่อนลงสู่แม่น้ำโขงตามปกติ จึงเห็นว่าปลายังสามารถอพยพได้ ถ้ามีน้ำไหลลงแม่น้ำโขง ปลาก็ต้องว่ายทวนน้ำขึ้นมาตามธรรมชาติอยู่แล้ว ตอนนี้น้ำที่ไหลผ่านเขื่อนปากมูลก็ล้นประตูและไหลไปตามปกติ ปลาก็น่าจะขึ้นมาได้อยู่แล้ว ตนยังไม่เข้าใจว่าจะกระทบระบบนิเวศอย่างไร

รองผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวอีกว่า หากเป็นช่วงฤดูแล้งการปิดประตูเขื่อนอาจส่งผลกระทบต่อการอพยพของปลาได้ เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขงลดลง แต่สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างออกไป

“ช่วงหน้าแล้งอาจมีผล เพราะน้ำท้ายเขื่อนอาจไม่ไหลลงแม่น้ำโขง ทำให้ปลาขึ้นมาไม่ได้ อันนั้นเป็นข้อเท็จจริงได้ แต่ตอนนี้ระดับน้ำที่เขื่อนปากมูลเก็บกักอยู่ประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์ พร้อมผลิตไฟฟ้าและปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงลำน้ำอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะกระทบ”ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ กล่าว

“คณะกรรมการได้พิจารณาข้อมูลครั้งที่แล้วเห็นว่ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปิดประตูเขื่อนในเวลานี้ มีคนขอให้เปิด แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว ก็ยังไม่สมเหตุสมผลที่จะเปิด เพราะน้ำที่มีอยู่สามารถหล่อเลี้ยงลำน้ำได้ อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และเกิดประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกร การผลิตกระแสไฟฟ้า และชาวประมงก็ยังสามารถหาปลาได้ตามปกติ”รองผู้ว่าราชการฯกล่าว

ผู้สื่อข่าวสอบถามอีกว่ามติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 และ 11 ธันวาคม 2544 มีผลบังคับใช้ในทางนโยบายอยู่หรือไม่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวว่า ตนจำรายละเอียดของมติดังกล่าวไม่ได้ แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจเปิดหรือปิดประตูเขื่อนต้องเป็นไปตามการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูลของจังหวัด

“ต้องยอมรับว่าผมจำรายละเอียดมติ ครม. ไม่ได้ แต่การปิดเปิดเขื่อนต้องอยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูล ซึ่งจะเรียกประชุมอีกครั้งหากระดับน้ำต้นน้ำหรือสถานการณ์น้ำมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ หรือเมื่อระดับน้ำที่สถานี M7 เข้าสู่เกณฑ์เฝ้าระวัง รวมถึงเมื่อระดับน้ำในเขื่อนเต็ม ก็จะนำมาพิจารณาอีกครั้ง” รองผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าว

ด้านนางสมปอง เวียงจันทร์ ชาวบ้านปากมูนและแกนนำสมัชชาคนจน กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังหากยังการพิจารณายังไม่เปิดประตูเขื่อน เห็นว่าคำอธิบายของรองผู้ว่าราชการฯแตกต่างจากสิ่งที่เคยสื่อสารกับชาวบ้านในพื้นที่ การเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลตามมติครม. ไม่ได้มีประสงค์หลักเพื่อการจัดการน้ำท่วมหรือการผลิตไฟฟ้า แต่มันมีขึ้นเพื่อเปิดทางให้ปลาอพยพจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำมูลตามฤดูกาล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศและวิถีประมงของชุมชน

นางสมปองกล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรีได้กำหนดแนวทางรองรับผลกระทบด้านการผลิตไฟฟ้าไว้แล้ว โดยรัฐบาลจะชดเชยรายได้จากการผลิตไฟฟ้าที่สูญเสียไประหว่างช่วงเปิดประตูระบายน้ำ ดังนั้นการอ้างเหตุผลด้านการผลิตไฟฟ้าจึงไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี

แกนนำสมัชชาคนจนกล่าวว่า หากมติคณะรัฐมนตรียังคงมีผลใช้บังคับ เหตุใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยังไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมติดังกล่าว อยากให้ผู้มีอำนาจทบทวนบทบาทของตนในการทำหน้าที่แทนผลประโยชน์ของประชาชน และรับฟังเสียงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ด้านอื่นโดยในวันพรุ่งนี้ชาวบ้าน 20-30 คนจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักงานพลังงานจังหวัดอุบลฯเพื่อขอให้มีการเปิดเขื่อนปากมูน

“การพูดว่าการไม่เปิดประตูระบายน้ำเพราะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประมงหรือระบบนิเวศ อยากไปจูงแขนเขามาลงพื้นที่บ้านหัวเห่ว อำเภอโขงเจียม เลย เพื่อดูสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของชาวประมงด้วยตนเอง ยืนยันเลยว่าการเปิดประตูระบายน้ำในช่วงฤดูฝนมีความจำเป็นต่อการอพยพของปลาและการดำรงชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำมูล” นางสมปอง กล่าว