เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ชาวบ้านเครือข่ายสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูลกว่า 30 คน ได้เข้ายื่นหนังสือ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูลเพื่อ เรียกร้องให้มีการเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลทุกบานสำหรับเปิดทางให้พันธุ์ปลาจากแม่น้ำโขงได้เดินทางขึ้นมาวางไข่และขยายพันธุ์ตามฤดูกาล ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มุ่งบรรเทาทุกข์และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนโดยมีว่าที่ร้อยตรีกรกฎ ประเสริฐวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีรับหนังสือ
ในหนังสือระบุว่า ขณะนี้เข้าสู่ช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่พันธุ์ปลาหลายชนิดในแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลจะอพยพขึ้นไปวางไข่และขยายพันธุ์ตามวงจรธรรมชาติ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางน้ำและความมั่นคงทางอาหารของประชาชนในพื้นที่ การเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลในช่วงเวลาดังกล่าว จะเป็นไปตามแนวทางของมติคณะรัฐมนตรีที่เคยกำหนดไว้ เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูการอพยพของปลา และช่วยให้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน
“จริงๆแล้วการเปิดประตูระบายน้ำไม่เพียงช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของแม่น้ำมูล แต่ยังเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรประมงและระบบนิเวศริมแม่น้ำ อยากเรียกร้องให้จังหวัดเร่งดำเนินการโดยคำนึงถึงความสำคัญของฤดูกาลอพยพและวางไข่ของปลา เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนในปีนี้อีกครั้ง”หนังสือระบุ
ขณะที่นายกรกฎ ประเสริฐวงศ์ รองผู้ว่าฯ กล่าวว่า ภายหลังได้รับหนังสือจากชาวบ้านว่า จะให้ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดอุบลฯส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูล เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถานการณ์น้ำยังทรงตัว โดยระดับน้ำที่สถานี M7 อยู่ที่ประมาณ 107.5 เมตร ส่วนระดับน้ำบริเวณเขื่อนปากมูลอยู่ที่ประมาณ 98.6 เมตร การตัดสินใจเปิดประตูระบายน้ำจะต้องหารือร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเกษตรกร เนื่องจากต้องพิจารณาความต้องการใช้น้ำของเกษตรกรควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ
“หากทุกฝ่ายเห็นว่ามีน้ำเพียงพอสำหรับภาคการเกษตรแล้ว ก็อาจมีการพิจารณายกบานประตูระบายน้ำบางส่วนสักหน่อย เพื่อเอื้อให้ปลาสามารถอพยพขึ้นมาวางไข่ได้ แต่เรื่องนี้ต้องผ่านการหารือของคณะกรรมการ ไม่สามารถตัดสินใจโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้” รอง ผวจ.อุบลฯ กล่าว
ด้านน.ส.สดใส สร่างโศรก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง กล่าวว่า คณะอนุกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูลถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในการเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ไม่ใช่เพื่อกำหนดว่าจะเปิดหรือไม่เปิด แม้จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องพิจารณาสถานการณ์น้ำท่วมควบคู่กันไป แต่การเปิดเขื่อนในช่วงฤดูกาลปลาวางไข่ควรเป็นไปตามมติ ครม. ที่มีอยู่แล้ว
“จริงๆ มันก็จะต้องเปิดประตูเขื่อนตามมติ ครม. คณะกรรมการชุดนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะบริหารจัดการเปิด เพื่อดำเนินการตามมติ ครม. แต่ว่าในอุบลฯ มันมีสถานการณ์น้ำท่วม ก็เลยได้พิจารณา 2 เรื่อง ก่อนหน้านี้จังหวัดยังมีมติเปิดประตูระบายน้ำเพื่อให้แก่งสะพือ โผล่ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ซึ่งสร้างรายได้ให้พื้นที่อย่างชัดเจน เดือนเดียวรายได้เกือบ 300 ล้านบาท จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดเมื่อถึงฤดูกาลที่ต้องเปิดเขื่อนตามวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการและมติ ครม. กลับยังไม่มีการดำเนินการ”น.ส.สดใส กล่าว
น.ส.สดใส กล่าวว่า การอ้างระดับน้ำหรือการต้องหารือกับหลายฝ่าย ไม่ใช่สาระสำคัญของการพิจารณาเปิดเขื่อนปากมูล เพราะมติ ครม. กำหนดให้คำนึงถึงฤดูกาลอพยพและวางไข่ของปลาเป็นหลัก แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้เปิด จะหาเหตุผลอันไหนอีกไม่ได้แล้ว เพราะว่าปัญหาที่เขื่อนปากมูลคือต้องเปิดตามมติ ครม. เท่านั้น ต่อจะให้ระดับน้ำเท่าไหร่ก็ตาม ให้คำนึงถึงฤดูกาลของปลา แต่กลับหาเหตุที่เฉไฉที่จะไม่แก้ไขปัญหา
นางสดใสกล่าวอีกว่า คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาระดับน้ำ แต่เพื่อบริหารจัดการการเปิดประตูระบายน้ำให้สอดคล้องกับฤดูกาลและระบบนิเวศ ซึ่งตอนนี้ปลาก็มาจ่อหน้าเขื่อนตั้งนานแล้ว พอเขื่อนปากมูลเปิด ปลาก็ยิ่งเข้ามามากขึ้น ชาวบ้านเห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นนี่คือฤดูกาลน้ำใหม่มา จึงต้องเปิดเขื่อนเท่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงระดับน้ำใดๆตามที่อ้าง อย่างไรก็ตามเครือข่ายฯจะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีการบังคับใช้มติคณะรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลปัญหาเขื่อนปากมูลเพื่อแจ้งให้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพราะเป็นการผิดสัญญาและทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ทำให้ปลาไม่ได้เข้ามาวางไข่ตามฤดูกาลเป็นการทำลายระบบนิเวศซึ่งเป็นเรื่องที่ใจร้ายมาก
“ชาวบ้านนัดกันไว้แล้วว่า ภายใน 15 วัน หากยังไม่เปิดประตูเขื่อนอีก จะนัดกันมาถามคำตอบที่ศาลากลางจังหวัด หรือไม่ก็อาจเข้าไปยื่นหนังสือที่ กทม. เพราะเรื่องนี้มันสะท้อนว่าเจตนาของกรรมการฯที่ไม่ได้ยึดตามวัตถุประสงค์เดิมในการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล เขาอ้างเพื่อที่จะไม่เปิดเขื่อน นี่คือเกมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ทางจังหวัดก็ตกเป็นมือของเขา ที่ไม่แก้ปัญหาให้ประชาชน แต่คำนึงถึงการไฟฟ้ามากกว่า แสดงว่าเจตนาของรองผู้ว่าฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ได้มีเจตนาในการรักษาวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการ แล้วก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะแก้ปัญหาให้กรณีเขื่อนปากมูล” น.ส.สดใส กล่าว
