
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) จัดประชุม เครือข่ายอุทกภัยแม่น้ำกก (คอก.) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย น้ำท่วม และดินโคลนถล่มในช่วงฤดูฝนปี 2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกกเข้าร่วม
การประชุมมีการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปริมาณน้ำในแม่น้ำกก และแนวโน้มสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนปี 2569 และความคืบหน้าการพัฒนาระบบเตือนภัยโดยชุมชน รวมถึงการติดตามและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ปัจจุบันติดตั้งเสาวัดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงรวม 7 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ได้แก่ บ้านร่มไทย บ้านใหม่หมอกจ๋าม บ้านผาใต้ บ้านผาขวาง บ้านแคววัวดำ บ้านโป่งนาคำ
นายอัครพงษ์ เฉลิมเหลี่ยมทอง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาวกล่าวว่าตั้งแต่ปี 2567 พื้นที่ตำบลแม่ยาวและหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่ ต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่จากแม่น้ำกก ทั้งตำบลแม่ยาว ตำบลรอบเวียง ตำบลห้วยชมภู และพื้นที่ตัวเมืองได้รับผลกระทบอย่างหนัก ก่อนที่ในปี 2568 จะต้องเผชิญกับปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกก ซึ่งมีต้นตอมาจากการทำเหมืองแร่นอกประเทศ ซึ่งเกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะดำเนินการแก้ไขได้เพียงลำพัง เราทุกคน ภาคประชาชน นักวิชาการ องค์กรต่างๆ จึงจำเป็นต้องผลักดันให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาในระดับระหว่างประเทศ เพราะเป็นปัญหาข้ามพรมแดน
นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว กล่าวว่า ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยพึ่งพาแม่น้ำกกเป็นแหล่งอาหารและรายได้ บางครอบครัวไม่มีงานประจำ ต้องอาศัยการจับปลาเพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อเกิดความกังวลเรื่องการปนเปื้อนของสารพิษ ทำให้ประชาชนไม่กล้าลงเล่นน้ำหรือจับสัตว์น้ำมาบริโภค แม้จะมีข้อมูลว่าปลาบางชนิดยังสามารถรับประทานได้ แต่ก็มีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา ทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
“ตอนนี้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว จึงต้องเฝ้าระวังทั้งสถานการณ์น้ำและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แม้คาดว่าปีนี้อาจไม่เกิดน้ำท่วมรุนแรงเหมือนปี 2567 แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเริ่มเห็นสัญญาณของภัยแล้ง เนื่องจากฝนตกต่อเนื่องในปริมาณไม่มาก ส่งผลให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการทำนา หลายพื้นที่ยังไม่สามารถเริ่มเพาะปลูกได้” นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว กล่าว
ขณะที่ ดร.ดาวเฮือง แก้วจันทร์ อาจารย์หลักสูตรวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา เชียงราย กล่าวว่า คณะวิจัยได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำกับระยะเวลาการเคลื่อนที่ของมวลน้ำในแม่น้ำกก เพื่อประเมินระยะเวลาในการแจ้งเตือนภัยในแต่ละพื้นที่ พบว่ามวลน้ำจากสถานีบ้านร่มไทยไปถึงท่าตอนใช้เวลาเพียงประมาณ 12-18 นาที ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการแจ้งเตือนล่วงหน้า จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลปริมาณฝนจากดาวเทียมมาประกอบการคาดการณ์ เนื่องจากไม่สามารถติดตั้งสถานีตรวจวัดในพื้นที่ต้นน้ำกกจากฝั่งเมียนมาได้
ดร.ดาวเฮือง กล่าวว่า สำหรับระยะการเคลื่อนที่ของมวลน้ำจากบ้านร่มไทยถึงสถานีแม่นางวาง ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง โดยกำหนดระดับเฝ้าระวังที่ประมาณ 5 เมตร หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นถึง 6.5 เมตร จะเริ่มเกิดน้ำท่วม และเมื่อสูงถึง 7.5 เมตร จะถือว่าเป็นระดับน้ำท่วมรุนแรง ส่วนเส้นทางจากบ้านร่มไทยถึงบ้านใหม่หมอกจ๋าม ระยะทางประมาณ 13.9 กิโลเมตร มวลน้ำใช้เวลาเดินทางประมาณ 4.5-5.5 ชั่วโมง ขณะที่เส้นทางจากบ้านร่มไทรถึงบ้านผาใต้ ระยะทางประมาณ 20.3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงครึ่ง จึงสามารถใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการแจ้งเตือนและเตรียมรับมือของประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำได้
ขณะที่ นายทาเคโอะ โตโยต้า มูลนิธิพัฒนาประชาชนบนพื้นที่สูง (พปส.) กล่าวว่าในปีนี้เห็นว่าควรพัฒนาระบบดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดระดับเตือนภัยด้วยสีบนเสาวัดน้ำอย่างชัดเจน เราควรกำหนด “สีเหลือง” เป็นระดับเฝ้าระวัง เพื่อให้ประชาชนเริ่มเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการอพยพเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ขณะที่ “สีแดง” ควรเป็นระดับที่ต้องอพยพทันที เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในลุ่มน้ำกกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางช่วงระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในเวลาไม่นาน ทำให้การตัดสินใจต้องเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที
“การกำหนดระดับสีไม่ควรเป็นการสั่งการจากหน่วยงานภายนอก แต่ควรเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในแต่ละหมู่บ้าน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ ความกว้างของลำน้ำ และระดับพื้นที่มีความแตกต่างกัน แต่ละชุมชนจึงควรกำหนดระดับน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง โดยอาศัยประสบการณ์จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ” นายทาเคโอะ โตโยต้า กล่าว
นายโตโยต้า เสนอให้ประชาชนใช้เครื่องมือดิจิทัลในการติดตามสถานการณ์ เช่น ข้อมูลจากดาวเทียม เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน Windy ซึ่งสามารถแสดงภาพเรดาร์ฝนและข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินแนวโน้มฝนตกและการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องมือเหล่านี้จำเป็นต้องมีการฝึกอบรมและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจและเตรียมรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ. และอดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า การฟื้นฟูแม่น้ำกกในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการฟื้นฟูระบบนิเวศของพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ริมแม่น้ำ โดยเฉพาะการรักษาป่าไม้ที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืช ชั้นเรือนยอด และระบบราก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูดซับน้ำ ยึดหน้าดิน และลดความรุนแรงของน้ำหลาก การฟื้นฟูควรยึดแนวทาง Nature-based Solutions หรือการใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือเยียวยาและฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันจัดเวทีวางแผนระยะยาว เพื่อกำหนดแนวทางฟื้นฟูระบบนิเวศของลุ่มน้ำกกอย่างเป็นรูปธรรม
“จากการลงพื้นที่ริมแม่น้ำกกพบว่า ระบบการเกษตรในหลายพื้นที่ยังไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศ มีการถางป่าและปลูกพืชเชิงเดี่ยวอายุสั้นบนพื้นที่ลาดชัน ส่งผลให้ระบบรากของพืชไม่สามารถยึดหน้าดินหรือกักเก็บน้ำฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการชะล้างหน้าดินและเพิ่มความรุนแรงของน้ำหลากในฤดูฝน เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องเป็นแผนระยะยาว โดยภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานด้านการส่งเสริมการเกษตร ควรร่วมกันผลักดันระบบเกษตรที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ ส่งเสริมการปลูกพืชที่มีความหลากหลาย เพื่อช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน” กรรมการผู้ก่อตั้ง พชภ. กล่าว
กรรมการผู้ก่อตั้ง พชภ. ท่านนี้ กล่าวทิ้งท้ายว่า ว่า การฟื้นฟูแม่น้ำกกไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการวางแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูล และสร้างความมั่นคงให้ทั้งระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำกกอย่างยั่งยืน
ด้านนางสาวกชมน เทพสมมุติ ผู้ใหญ่บ้านท่าหลุก ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย กล่าวว่าการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในอนาคตจำเป็นต้องทบทวนระบบการสื่อสารและการช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยไม่ควรพึ่งพาเพียงระบบโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำหรือพื้นที่ห่างไกล ยังประสบปัญหาสัญญาณสื่อสารไม่ครอบคลุม
“เราควรมีระบบสื่อสารสำรอง เช่น วิทยุสื่อสาร หรืออุปกรณ์สื่อสารรูปแบบอื่น เพื่อใช้ประสานงานในกรณีที่เครือข่ายโทรศัพท์ไม่สามารถใช้งานได้เพราะเป็นพื้นที่สูง และช่วยให้การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เราเห็นว่าหน่วยงานท้องถิ่นควรเพิ่มความพร้อมด้านอุปกรณ์กู้ภัย เนื่องจากศักยภาพของเทศบาลในปัจจุบันอาจยังไม่เพียงพอต่อการรับมือกับสถานการณ์ขนาดใหญ่ ทั้งเรือกู้ภัย อุปกรณ์ช่วยเหลือทางน้ำ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับรับมือเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม ซึ่งควรได้รับการจัดเตรียมให้ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกด้าน” ผู้ใหญ่บ้านท่าหลุก กล่าว