Search

ไทย–จีนในระเบียบโลกใหม่ เมื่อสองฝ่ายต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน

ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ

อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ 

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่กรณีการทำเหมืองแร่หายากที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อกล่าวหาเกี่ยวก

ับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสัญชาติจีน การได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยมิชอบ กรณีการส่งตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองกลับประเทศซึ่งก่อให้เกิดข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการสื่อสารของสถานเอกอัครราชทูตจีนต่อภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการ รวมถึงการปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งหลายครั้งก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความเหมาะสมของบทบาททางการทูต ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

แม้ว่าเราคงไม่อาจปฏิเสธการขยายอิทธิพลของจีนในระเบียบโลกปัจจุบันได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ที่พึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งความสัมพันธ์ไทย–จีนก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็มีค่านิยม วัฒนธรรมทางการเมือง และวิถีชีวิตที่แตกต่าง มีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งและตื่นตัว ดังนั้น ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับระเบียบโลกแบบใหม่ ซึ่งจีนมีบทบาทและอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จีนก็ควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสังคมไทยเช่นกัน

สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือ ความสัมพันธ์ไทย–จีนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หากแต่แผ่ขยายไปสู่ทุกระดับของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การศึกษา การท่องเที่ยว เทคโนโลยี หรือการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ผลกระทบจากนโยบายหรือการดำเนินการของทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในวงการทูตอีกต่อไป แต่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่น การรับรู้ และทัศนคติของประชาชนในแต่ละประเทศ เมื่อความสัมพันธ์มีความใกล้ชิดมากขึ้น ความคาดหวังของสังคมก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย การสร้างความไว้วางใจจึงไม่อาจอาศัยเพียงความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หากต้องอาศัยความเชื่อมั่นจากภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และสถาบันทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ การบริหารความสัมพันธ์ไทย–จีนในระยะต่อไปจึงไม่ควรมองเพียงมิติของภูมิรัฐศาสตร์หรือผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความชอบธรรม ความโปร่งใส และการยอมรับของสาธารณชนควบคู่กันไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มั่นคงย่อมตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่น้อยไปกว่าความเข้าใจระหว่างรัฐบาล

ภายใต้บริบทเช่นนี้ มีอยู่ห้าประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ประการแรก สถานการณ์ครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน (fiduciary duty) ของเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลไทย โดยรัฐบาลไทยต้องมีความกล้าหาญและความเป็นอิสระเพียงพอที่จะยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ประชาชนไทย และค่านิยมพื้นฐานของสังคมไทย โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากมหาอำนาจหรือผลประโยชน์ที่มีมูลค่าสูง

หน้าที่ดังกล่าวมิได้หมายถึงการเลือกข้างหรือการดำเนินนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศใด หากแต่หมายถึงการตัดสินใจโดยยึดผลประโยชน์ของรัฐไทยและประชาชนไทยเป็นศูนย์กลาง ภายใต้หลักนิติธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ในบริบทที่มหาอำนาจมีบทบาทและอิทธิพลเพิ่มขึ้น การรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจเชิงนโยบายยิ่งมีความสำคัญ เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมั่นใจว่าการตัดสินใจของรัฐบาลตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือแรงกดดันจากภายนอก

ประการที่สอง ประเทศไทยเองก็ต้องยกระดับความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย และการป้องกันการทุจริตอย่างจริงจัง เพราะปัญหาหลายประการที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย การใช้ตัวแทนอำพราง การได้มาซึ่งสิทธิหรือสัญชาติไทยโดยมิชอบ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ล้วนเกิดขึ้นได้เมื่อกฎหมายมีช่องโหว่หรือการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันของรัฐไทยจึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องดำเนินการด้วยตนเอง ทั้งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และเพื่อไม่ให้ปัญหาเหล่านี้ถูกอธิบายว่าเป็นเพียงผลจากจุดอ่อนของระบบกฎหมายหรือการทุจริตภายในประเทศ

ประการที่สาม จีนควรทบทวนแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะการทูตเชิงเผชิญหน้า ซึ่งมีแนวโน้มจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือและสร้างแรงต่อต้านจากสังคมไทย มากกว่าจะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ การสื่อสารหรือการแสดงท่าทีที่มุ่งกดดันภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการโดยตรง รวมถึงการปฏิสัมพันธ์กับฝ่ายนิติบัญญัติไทยโดยข้ามบทบาทของรัฐบาล ในระดับที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เป็นพัฒนาการที่น่ากังวล เพราะมีแนวโน้มจะเพิ่มความตึงเครียดและแรงต่อต้านในสังคมไทย พร้อมทั้งลดทอนความสามารถของจีนในการสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นในสังคมไทย แนวทางดังกล่าวมีลักษณะของการทูตเชิงบีบบังคับ (coercive diplomacy) มากกว่าการสร้างความร่วมมือ หากจีนต้องการมีบทบาทที่สร้างสรรค์และยั่งยืนในประเทศไทย ก็ควรพิจารณาหันมาใช้อำนาจละมุน (soft power) ผ่านการสร้างความร่วมมือ การรับฟัง และการเคารพซึ่งกันและกัน ให้เป็นแนวทางหลักในการปฏิสัมพันธ์กับสังคมไทย

ประการที่สี่ จีนน่าจะต้องจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่เลือกตอบสนองให้ชัดเจน ว่าประเด็นใดควรปล่อยให้เป็นไปตามพลวัตของสังคมไทย ประเด็นใดควรเปิดพื้นที่สำหรับการรับฟังและความร่วมมือกับภาคประชาสังคม และประเด็นใดควรดำเนินการผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลไทย การเลือกใช้แนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละประเด็นย่อมเอื้อต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงบวกในระยะยาว ได้มากกว่าการใช้ท่าทีเผชิญหน้าเป็นแนวทางหลัก

ประการที่ห้า แม้ว่าหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มีรัฐบาลจีนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในฐานะรัฐที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศไทย จีนย่อมมีความรับผิดชอบที่จะแสดงเจตจำนงทางการเมือง และความพร้อมที่จะร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อสังคมไทย ขณะเดียวกัน จีนควรตระหนักว่าการเคารพอำนาจอธิปไตยของไทย มิได้หมายถึงเพียงการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนหรือหลักการไม่แทรกแซงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเคารพสิทธิของประเทศไทยในการกำหนดกฎหมาย นโยบายสาธารณะ และคุณค่าพื้นฐานของสังคมตามกระบวนการของตนเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และหลักมนุษยธรรม ซึ่งได้รับการธำรงรักษาและผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากภาคประชาสังคม

ท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ไทย–จีนที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของตนเอง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มั่นคงไม่อาจตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมเพียงอย่างเดียว หากต้องตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ความรับผิดชอบ และการเคารพซึ่งกันและกันด้วย