
ระหว่าง 8-10 กรกฎาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ องค์กร The Border Consortium (TBC) ได้จัดทำโครงการสนับสนุนการจ้างงานที่เป็นธรรมสำหรับผู้หนีภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวเพื่อประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูล สนับสนุน การทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ที่มีการจ้างงานผู้หนีภัยจากการสู้รบ เยี่ยมชมสถานประกอบการที่รับผู้หนีภัย เข้าทำงาน และหารือร่วมกับตัวแทนศูนย์พักพิงชั่วคราวฯและชุมชน ซึ่งเป็นการสนับสนุนนโยบายการจ้างงาน ตามมติคณะรัฐมนตรี 26 สิงหาคม 2568 อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการจ้างงาน การคุ้มครองแรงงาน และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อ สนับสนุนการดำเนินงานในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้คณะได้ลงพื้นที่เยี่ยมสถานประกอบการที่จ้างงานผู้หนีภัยการสู้รบ พร้อมประชุมร่วมกับคณะกรรมการผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง (KRC) และคณะกรรมการผู้ลี้ภัยคะเรนนี (KnRC) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป
นาย Leon de Riedmatten ผู้อำนวยการบริหารองค์กร The Border Consortium(TBC) ให้สัมภาษณ์ว่า การตัดสินใจของรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมปีที่แล้ว ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัย ซึ่งบางคนอาศัยอยู่ในค่ายมานานถึง 40 ปี ได้เปลี่ยนจากการพึ่งพาความช่วยเหลือมาเป็นผู้ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เปลี่ยนผ่านจากการได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไปสู่การดำรงชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับพวกเขา
ผู้อำนวยการบริหาร TBC กล่าวว่า ในขณะเดียวกันความท้าทายที่สำคัญที่สุดในการดำเนินนโยบายนี้คือ การปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตใหม่ เนื่องจากผู้ลี้ภัยคุ้นชินกับการอยู่ในค่ายมายาวนาน การออกไปสู่โลกใหม่ จึงเป็นเรื่องยาก ซึ่ง TBC สนับสนุนหลายๆด้านเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมก่อนออกไปทำงาน (Pre-departure training) ทั้งเรื่องสิทธิ หน้าที่ กฎหมาย ขนบธรรมเนียม และวินัยในการทำงานเบื้องต้น ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย รวมทั้งสนับสนุนผู้นำชุมชนในการศึกษาดูงานเพื่อเข้าถึงการจ้างงานที่เป็นธรรมและการเข้าถึงกลไกการร้องเรียนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“สิ่งเดียวที่เราอยากขอให้หน่วยงานของรัฐช่วยเหลือ คือการทำให้กระบวนการนี้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะเมื่อผู้หนีภัยออกไปทำงาน หากต้องรอถึง 10 วัน ทั้งที่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการคือให้กระบวนการยังคงดำเนินไปอย่างถูกต้องเหมือนเดิม แต่ทำให้รวดเร็วขึ้น” ผู้อำนวยการ TBC กล่าว
สำหรับการลงพื้นที่สถานประกอบการในเชียงใหม่ ผู้อำนวยการ TBC ระบุว่า ผลเป็นไปในทางบวกโดยผู้ลี้ภัยมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสุขกับการได้ออกมาและคาดว่าผู้ลี้ภัยออกไปทำงานเพิ่มอีกในอนาคต ตัวเลขผู้ลี้ภัยที่ได้ออกไปทำงานมีอยู่ราวๆ 4,000 – 4,500 คน ในช่วงต้นของการดำเนินนโยบาย เมื่อแรงงานกลุ่มแรกส่งข่าวกลับไปว่าการทำงานได้ผลดี ผู้ลี้ภัยในค่ายก็จะมีความมั่นใจและกล้าออกมาทำงานมากขึ้น
นาย Leon de Riedmatten กล่าวถึงข้อกังวลสำคัญของ TBC คือการดูแลกลุ่มผู้ลี้ภัยเปราะบาง (Most Vulnerable) ที่ไม่สามารถออกไปทำงานได้ ซึ่งมีประชากรราว 16% (ราว 17,000 คน) เป็นผู้พิการ เด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งทางองค์กรยืนยันว่าต้องดูแลเรื่องอาหารและปัจจัยพื้นฐานให้คนกลุ่มนี้ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านจนกว่าจะสามารถบูรณาการพวกเขาเข้าสู่ระบบสวัสดิการสังคมได้
“หากรัฐบาลออกบัตรประจำตัวให้กับผู้ลี้ภัยที่ยังอาศัยอยู่ในค่ายด้วย ก็จะเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถเดินทางออกไปหางานหรือหานายจ้างที่อยู่ใกล้ค่ายได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านโดยรวมเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ปัจจุบันยังมีผู้พักอาศัยในค่ายอีกจำนวนหนึ่งยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางการ จึงไม่ได้โอกาสตามนโยบายนี้ สิ่งที่ TBC พยายามสะท้อนคือจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ได้รับการรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าวในอนาคตเพื่อให้เขาสามารถอกกไปทำงานพึ่งพาตนเองได้” ผู้อำนวยการ TBC กล่าว
ขณะที่นายอาทร ศรีกีรติการ ผู้อำนวยการโครงการในประเทศไทยขององค์กร TBC กล่าวว่าต้องเข้าใจว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากอยู่ในแคมป์มาหลายปี บางคนอยู่มาทั้งชีวิต การออกไปทำงานข้างนอกถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ระบบปัจจุบันกำหนดให้นายจ้างต้องเป็นฝ่ายเดินทางเข้าไปในพื้นที่พักพิงฯเพื่อรับสมัครงาน หากพื้นที่ใดไม่มีนายจ้างเข้าไป ผู้ลี้ภัยก็แทบไม่มีโอกาสออกมาทำงานเลย บางพื้นที่การเดินทางค่อนข้างเข้าถึงยาก นายจ้างจำนวนมากจึงไม่สะดวกเดินทางเข้าไป ภาครัฐจึงควรพิจารณาช่องทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้แรงงานสามารถเข้าถึงโอกาสการจ้างงานได้มากกว่าเดิม
ขณะที่นาย Re. Robert Htwe ประธานคณะกรรมการผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง (Karen Refugee Committee: KRC) ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่รัฐบาลไทยประกาศนโยบายให้ออกไปทำงานด้านนอกได้ ทางชุมชนผู้ลี้ภัยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ความกังวลของคณะกรรมการฯส่วนหนึ่งในเรื่องของคนที่ไม่มีทะเบียนของทางการ ยังมีข้อท้าทายอยู่ว่าเขาจะสามารถเข้าไปอยู่ในนโยบายนี้ได้อย่างไร สิ่งที่เรารอและหวังว่าทางรัฐบาลไทยจะพิจารณาที่จะให้สิทธิ์กับคนกลุ่มที่ 2 ที่ไม่มีทะเบียนนี้ออกไปทำงานในอนาคตอันใกล้
ประธาน KRC กล่าวว่า แม้จะมีนโยบายเปิดรับ แต่ยังมีแรงงานจำนวนมากที่เลือกพำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงเนื่องจากปัจจัยหลายประการ โดยผู้ที่อยู่ในวัยแรงงานส่วนหนึ่งทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการค่าย ครู หรืออาสาสมัครสาธารณสุข ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบการจัดการภายในศูนย์พักพิงฯ อีกทั้งการอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงฯมานานหลายสิบปีทำให้เกิดความกังวลต่อโลกภายนอก หลายคนเลือกที่จะเฝ้ามองความสำเร็จของคนกลุ่มแรกที่ออกไปก่อน เพื่อประเมินว่าจะสามารถทำงานร่วมกับชุมชนไทยได้หรือไม่
ขณะที่นาย Ner Kaw Htoo ประธานคณะกรรมการผู้ลี้ภัยคะเรนนี (Karenni Refugee Committee: KnRC) กล่าวว่าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ที่มีงานค่อนข้างจำกัด ฉะนั้นการที่ผู้ลี้ภัยจะต้องไปทำงานไกลจากพื้นที่พักพิงชั่วคราวและไกลจากครอบครัว จึงทำให้ไม่ค่อยกล้าตัดสินใจออกไปเพราะยังเป็นห่วง แต่ถ้ามีงานทำใกล้ๆ สามารถกลับไปเยี่ยมบ้านได้ในช่วงวันหยุดก็จะเป็นการดี