
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล หรือที่เรียกสั้นๆว่าโครงการผันน้ำยวม โดยอ้างความเดือดร้อนของเกษตรกรบางกลุ่ม ว่ากระแสการสนับสนุนโครงการที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่นักการเมืองและฝ่ายบริหารในกระทรวงเกษตรฯหยิบยกความเดือดร้อนเรื่องน้ำของประชาชนขึ้นมาเป็นเหตุผลสนับสนุน โดยนักการเมืองหรือรัฐมนตรีเข้าไปจัดตั้งกลุ่มชาวบ้านที่เดือดร้อนเรื่องน้ำให้ออกมาสนับสนุนโครงการ แต่ไม่รู้ว่ามีการชี้แจงทำความเข้าใจแล้วหรือยังว่าคืออะไรและจะนำไปสู่อะไร คนที่ออกมาสนับสนุนเข้าใจผลกระทบทั้งหมดแล้วหรือยัง
นายเลาฟั้งกล่าวว่า ในอีกด้านหนึ่ง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างโครงการจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงได้คัดค้านอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ยังพูดกันน้อย คือการเอาข้อมูลมาพูดให้เห็นจริง ๆ ว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ หรือสุดท้ายจะสร้างภาระให้สังคมมากกว่ากัน
“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนโครงการอย่างชัดเจน แต่ยังไม่เห็นว่ามีการสื่อสารข้อมูลกับประชาชนอย่างรอบด้าน คำถามสำคัญคือ จะได้น้ำจริงหรือไม่ ถ้าได้น้ำมาแล้ว เงื่อนไขในการใช้น้ำคืออะไร ประชาชนเข้าใจเรื่องเหล่านี้ครบถ้วนหรือยัง”สส.ปชน. กล่าว
นายเลาฟั้งกล่าวว่า อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ รูปแบบการลงทุนของโครงการ ซึ่งตั้งต้นเป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) แตกต่างจากโครงการชลประทานทั่วไปที่รัฐเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการ จากข้อมูลที่ทราบเบื้องต้น จะมีเอกชนจากประเทศจีนเข้ามาลงทุนทั้งเขื่อน อุโมงค์ผันน้ำ และสถานีสูบน้ำ วงเงินไม่น้อยกว่า 170,000 ล้านบาท เมื่อเอกชนลงทุนแล้ว การจัดสรรน้ำจะไม่ใช่บริการฟรีอีกต่อไป เพราะผู้ลงทุนต้องมีรายได้จากการบริหารจัดการน้ำและระบบไฟฟ้า เกษตรกรที่จะได้รับน้ำจากโครงการย่อมต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้น้ำในอนาคต แทนที่โครงการจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร กลายเป็นการสร้างภาระมากกว่าผลประโยชน์
นายเลาฟั้งกล่าวว่า ประเด็นที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงแร่แรร์เอิร์ธนั้น ยังเป็นเพียงการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในอนาคตแต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ โดยความกังวลของหลายฝ่ายไม่ได้อยู่ที่โครงการผันน้ำเพียงอย่างเดียว แต่มีข้อสงสัยว่าเอกชนอาจไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนจากการขายน้ำและไฟฟ้าเท่านั้น และเวลาที่เอกชนจากจีนมาลงทุนในโครงการนี้ จะไม่ใช่แค่การมาทำโครงการนี้ แต่อาจจะรวมไปถึงผลประโยชน์ตอบแทน หรือมีแผนในการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในอนาคต
“ลงทุนหลักแสนล้าน แล้วขายน้ำ ขายไฟฟ้า ไม่มีทางที่จะคืนทุนภายใน 10-20 ปี เพราะฉะนั้นบริษัทที่มาลงทุนอาจต้องมองผลประโยชน์ที่มากกว่าตัวโครงการผันน้ำ ซึ่งตรงนั้นคืออะไร ก็เป็นคำถามที่สังคมควรติดตาม” สส ปชน. กล่าว
“ทุกวันนี้คนบางกลุ่มพูดถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นหลัก ซึ่งก็เป็นความจริงในบางช่วงของปี แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ในแต่ละปีประเทศไทยมีปริมาณน้ำท่ามากกว่าความต้องการใช้น้ำถึงร้อยละ 66.67 ขณะที่ยังมีน้ำอีกประมาณ 17,526.92 ล้านลูกบาศก์เมตรที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าน้ำมีไม่พอ คำตอบอยู่ที่การพัฒนาระบบกักเก็บและการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถใช้น้ำที่มีอยู่ได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”นายเลาฟั้ง กล่าว
ขณะที่ นส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร Rivers and Rights กล่าวว่าแผนที่ทรัพยากรแร่หายากของไทย ปี 2566 ระบุพื้นที่ศักยภาพแร่หายาก 37 แห่ง ตลอดแนวชายแดนตะวันตกจากเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลงไปถึงระนอง ที่น่าสนใจคือหลายพื้นที่ที่ได้ศึกษานั้นทับซ้อนกับพื้นที่โครงการผันน้ำยวมอย่างพอดิบพอดี อาทิ แหล่งแม่ลายดวงจันทร์ ในเขต ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ แหล่งยางครก รอยต่อ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ระบุว่ามีปริมาณทรัพยากรธาตุหายากมากรวมกันถึงเกือบ 5 แสนตันโลหะ
“ชาวบ้านในชุมชนต่างตั้งคำถามว่า ตกลงที่ว่าบริษัทจีน บอกว่าอยากจะมาลงทุนขุดอุโมงค์ให้ฟรีๆ นั้น แท้จริงแล้ววัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจจีนคืออะไร เราทราบกันดีว่าพื้นที่รอยต่อเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ลุ่มน้ำสาละวิน เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ขณะนี้กำลังถูกกลุ่มทุนจ้องตาเป็นมัน เขามองเห็นทรัพยากรอะไรตรงนี้หรือไม่ ถึงผลักดันโครงการอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูขนาดนี้” นักอนุรักษ์กล่าว
———–