Search

ศ.กนกวรรณจี้รัฐเร่งเปิดประตูเขื่อนปากมูลตามมติ ครม.คืนระบบนิเวศให้ปลาอพยพเจริญพันธุ์-เยียวยาสร้างรายได้ให้ชุมชน-เครือข่ายอุบลฯหวั่นซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วมขังแนะเร่งระบาย

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ศ.กนกวรรณ มะโนรมย์ นักวิชาการจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะอนุกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูลซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน มีมติยังไม่เปิดประตูเขื่อนปากมูลแม้ล่วงเลยเข้าสู่ฤดูฝนและน้ำหลากซึ่งปลาอพยพได้ว่ายมาถึงแม่น้ำมูลแล้ว ว่าจริงๆแล้วมติ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ก็มีกำกับไว้ชัดเจนและควรได้รับการปฏิบัติตาม เพราะตั้งอยู่บนฐานของการฟื้นฟูระบบนิเวศ และเยียวยารายได้ประมงให้ผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนดังนั้นการเปิดเขื่อนจึงไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการน้ำเพียงอย่างเดียว 

ศ.กนกวรรณกล่าวว่า การเปิดประตูเขื่อนปากมูลตามมติ ครม. มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ ฟื้นฟูการอพยพและการวางไข่ของปลาในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบนิเวศของแม่น้ำมูนเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง และเพิ่มรายได้กับชาวบ้านที่ต้องรอคอยการเปิดมาทั้งปี หากการเปิดเขื่อนต้องรอการประชุมหรือการเจรจาในระดับจังหวัดทุกปี จนเลยช่วงเวลาทางนิเวศวิทยา ก็เท่ากับว่าการตัดสินใจของกรรมการได้ไปขัดขวางการฟื้นฟูระบบนิเวศประมงตามธรรมชาติและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล นอกจากนี้ บริบทเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไปแล้ว แต่คนริมแม่น้ำยังต้องแบกรับต้นทุน 

“ฤดูฝนยังไม่สิ้นสุด จึงยังมีน้ำเพียงพอ ระบบประปายังสามารถดำเนินการได้  ในทางกลับกัน การไม่เปิดเขื่อนทำให้ ชาวประมงสูญเสียรายได้จากฤดูปลาขึ้นเพียง 4 เดือนต่อปี ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของครัวเรือนริมแม่น้ำแทบจะทั่งลุ่มน้ำ ดังนั้น การเปิดประตูเขื่อนจึงเป็นคำถามเรื่อง ความเป็นธรรมในการกระจายต้นทุนและผลประโยชน์ ที่คนริมแม่น้ำเป็นผู้รับภาระจากการปิดเขื่อน”ศ.กนกวรรณ กล่าว

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกล่าวว่า  ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการเขื่อน แต่เป็นเรื่องของการคืนพื้นที่ให้ระบบนิเวศได้ทำงานตามธรรมชาติ และการยอมรับสิทธิในการดำรงชีวิตของชุมชนประมงริมแม่น้ำ การยึดมติ ครม. จึงเป็นการรักษาทั้งหลักนิติธรรม หลักฐานทางนิเวศวิทยา และความเป็นธรรมต่อผู้ที่พึ่งพาทรัพยากรแม่น้ำโดยตรง มากกว่าการให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับกระบวนการประชุมที่อาจไม่สอดคล้องกับจังหวะของระบบนิเวศอีกต่อไป

นายจำนงค์ จิตนิรัตน์ ที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง กล่าวว่าการเปิดประตูเขื่อนปากมูล เป็นความหวังสูงสุดในรอบปีของชาวประมงในเดือนกรกฎาคมเพราะเป็นฤดูปลาอพยพขึ้นจากลำน้ำโขงเข้าสู่ปากมูลบริเวณแม่น้ำสองสี ซึ่งเป็นธรรมชาติตามฤดูกาลก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อน โดยปลาที่ขึ้นจากลำน้ำโขงจะว่ายขึ้นไปเรื่อยๆตามลำน้ำมูล ถึงแม่น้ำชี  เซบก เซบาย สายน้ำใหญ่น้อยเพื่อวางไข่ ฟักตัวอ่อน ลูกปลาเหล่านี้จะเติบโตและทยอยลงออกสู่แม่น้ำใหญ่ลงถึงแม่น้ำโขงในทุกสายน้ำจึงมีปลานานาพันธุ์วนเวียนเป็นระบบธรรมชาติ

นายจำนงค์กล่าวว่า เมื่อเกิดเขื่อนปากมูลได้ตัดระบบธรรมชาติการรอคอยปลาจึงเป็นความต้องการของคนและชุมชนทั้งใต้เขื่อนและบนเขื่อนที่ต้องการให้เปิดประตูเขื่อนปากมูล และมักนำมาสู่การชุมนุมของชาวปากมูนเพื่อให้รัฐบาลเปิดประตูเขื่อนให้ปลาอพยพเข้ามาวางไข่ จนมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในที่สุด 

ที่ปรึกษาเครือขายฯกล่าวว่า สำหรับคนเหนือเขื่อนนั้นการปิด-เปิด ประตูเขื่อนเร็ว หรืออย่างน้อยตามกำหนดของมติครม.มีความสำคัญอีกมิติคือจะเป็นหลักประกันว่าน้ำในเขื่อนจะถูกปล่อยลดลงจนมีที่ว่างให้ลำน้ำมูลสามารถรับมวลน้ำจากภาคอีสานตอนบนทั้งหมดที่จะไหลลงมารวมกันที่แม่น้ำมูลจังหวัดอุบลราชธานีตามสภาพภูมิศาสตร์ของลุ่มน้ำแห่งนี้ 

“ก่อนการสร้างเขื่อนน้ำจำนวนมหาศาลท่วมล้นถึงตัวเมืองอุบลราชธานีโดยเฉพาะบางปีที่แม่น้ำโขงไหลย้อนเข้ามาสู่แม่น้ำมูล แต่ท่วมไม่เกิน 15 วันก็จะลดลงตามปกติ แต่เมื่อการก่อสร้างเขื่อนปากมูลที่มีเป้าหมายหลักเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า เขื่อนต้องจัดเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด เมื่อน้ำจากลุ่มน้ำตอนบนไหลลงมาในฤดูฝนจึงไม่มีพื้นที่รองรับน้ำดังกล่าว จนน้ำท่วมสูงกินระยะเวลานานและขยายพื้นที่กว้างออกไปดังนั้นการเปิดประตูเขื่อนตามมติ ครม.จึงสำคัญอย่างยิ่งกับทั้งชาวประมงทุกสายน้ำ รวมทั้งชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองอุบลที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม”นายจำนงค์ กล่าว

———–