แหล่งข่าวด้านความมั่นคงชายแดนเปิดเผยว่า ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ (Ethnic Armed Organizations: EAOs) ที่สู้รบกับรัฐบาลพม่าขึ้นที่หาดจอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน ซึ่งจะมีการพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งทำหน้าที่ประธานอาเซียนได้เดินทางไปพบตัวแทนกองกำลังชาติพันธุ์ที่เดินทางมาในครั้งนี้
สำหรับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(Karen National Union-KNU) , พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party-KNPP), กองกำลังรัฐฉานใต้ RCSS/SSA( Restoration Council of Shan State/Shan State Army),กองกำลังแนวร่วมแห่งชาติชิน(Chin National Front -CNF), พรรครัฐมอญใหม่ (New Mon State Party-NMSP) นอกจากนี้ในส่วนของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติหรือเอ็นยูจี (National Unity Government-NUG) จะมีการแยกกันหารือต่างหาก
แหล่งข่าวกล่าวว่า ไทยต้องการเป็นสะพานเชื่อมกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ปฏิเสธการหารือกับรัฐบาลพม่า โดยเฉพาะ KNU และ KNPP
“ขณะนี้ผู้แทนกองกำลังหลายคนได้มาถึงพัทยาแล้ว พวกเขากำลังติดตามฟังข่าวกรณีที่คุณสีหศักดิ์และฟิลิปปินส์หารืออยู่กับผู้แทนรัฐบาลพม่าในวันนี้ ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลไทยให้น้ำหนักการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐมาก ขณะที่กองกำลังติดอาวุธกลับดูเงียบเหงาและแทบไม่มีตัวแทนคนสำคัญของรัฐบาลไทยมาหารือล่วงหน้าเสมือนไทยยังไม่มียุทธศาสตร์เกี่ยวกับกองกำลังชาติพันธุ์เลย แต่มุ่งเน้นเจรจากับรัฐบาลทหารพม่าอย่างเดียว” แหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า จริงๆแล้วทั้ง KNU และ KNPP ควรเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัฐบาลไทยเพราะทั้งสองกองกำลังต่างมีอิทธิพลและพื้นที่ครอบครองตลอดแนวชายแดนตะวันตกของไทย ซึ่งการหารือทั้ง 2 เวทีควรให้น้ำหนักควบคู่กันไป
“กองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่มเขาต้องการพึ่งพาไทย เพราะประเทศไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพวกเขา แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไทยไม่เคยมีนโยบายชายแดนกับกลุ่มกองกำลังต่างๆที่ชัดเจน ครั้งนี้ถือว่าเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก หากรัฐบาลไทยไม่สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น การเชิญประชุมครั้งต่อไปพวกเขาบางกลุ่มคงไม่มาแล้ว ตอนนี้กองกำลังใหญ่ๆที่เป็นคู่อริกับกองทัพพม่ากำลังมองท่าทีของรัฐบาลไทยอยู่ เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไรแน่” แหล่งข่าว กล่าว
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยของเมียนมา 20 กลุ่มได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้อาเซียนจัดกระบวนการการมีส่วนร่วมระดับสูงอย่างสมดุลและสอดคล้องกับฉันทามติ 5 ข้อ โดยรู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับผู้แทนของทางการทหารเมียนมา โดยไม่มีการมีส่วนร่วมในระดับสูงอย่างสมดุลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยของเมียนมา
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยของเมียนมาเน้นย้ำ 1. ตลอดช่วงที่ประเทศสมาชิกต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนกันดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยของเมียนมาได้เข้าร่วมความริเริ่มต่าง ๆ ของอาเซียนด้วยความสุจริตใจอย่างต่อเนื่อง และแสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความพร้อมในการผลักดันกระบวนการทางการเมือง 2. ทางการทหารเมียนมาปฏิเสธกรอบการเมืองของอาเซียน นับตั้งแต่มีการรับรองฉันทามติ 5 ข้อ พร้อมทั้งเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารโจมตีพลเรือน และจำกัดการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 รัฐสภาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพได้มีมติอย่างเป็นทางการปฏิเสธฉันทามติ 5 ข้อ เป็นการปฏิเสธกรอบการเมืองที่อาเซียนร่วมกันตกลงไว้อย่างชัดแจ้ง 3. การมีส่วนร่วมระดับสูงอย่างสมดุลเป็นสิ่งจำเป็นต่อกระบวนการทางการเมืองที่น่าเชื่อถือ
“อาเซียนควรมีส่วนร่วมกับผู้แทนฝ่ายประชาธิปไตยผ่านกลไกการประสานงานที่ชาวเมียนมาเป็นเจ้าของและกำหนดขึ้นเอง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเป็นเอกภาพทางการเมือง มากกว่าที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกหรือการแบ่งฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ” แถลงการณ์ระบุ
