Search

หลายเครือข่ายสิทธิประชากรข้ามชาติค้านร่างระเบียบสำนักนายกฯเนรเทศต่างชาติ-ชี้ให้อำนาจกว้างเกินขอบเขต-เสี่ยงละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยลงนามไว้ 4 ฉบับ-แรงงานพม่าหวั่นส่งกลับไปตาย

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (TMR) เครือข่ายประชากรข้ามชาติ (MGW) และเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP) ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายทางสังคมที่ทำงานผลักดันนโยบาย กฎหมาย และสิทธิมนุษยชนสำหรับแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย และบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ ได้ออกแถลงการณ์ขอ ขอให้ทบทวนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. ….โดยระบุว่าตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ต่อร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. …. เพื่อเร่งรัดการส่งตัวคนต่างด้าวออกนอกราชอาณาจักรนั้น เครือข่ายภาคประชาสังคม นักกฎหมาย และภาคเศรษฐกิจ ขอยืนยันหลักการพื้นฐานก่อนว่า รัฐย่อมมีอำนาจควบคุมคนเข้าเมืองและสั่งให้คนต่างด้าวที่กระทำผิดออกจากราชอาณาจักรได้ และ ”การเนรเทศ” โดยตัวมันเองมิใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชน หากเป็นไปตามหลักนิติธรรม หากแต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักการห้ามส่งกลับไปสู่อันตราย (non-refoulement) กระบวนการที่เป็นธรรม การพิจารณาเป็นรายบุคคล และความได้สัดส่วน

แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อประเมินร่างระเบียบฯ พบจุดเสี่ยงเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 9 ประการ ที่อาจกระทบบทบัญญัติอย่างน้อย 15 มาตรา ในสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชน 4 ฉบับที่ไทยได้ลงนามเป็นภาคี สนธิสัญญาระหว่างประเทศ 4 ฉบับ ได้แก่ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย (ICPPED) อีกทั้งยังมีปัญหาศักดิ์ของกฎหมาย นอกจากนี้ ถ้อยคำในร่างระเบียบมีความสุ่มเสี่ยงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เปิดช่องการถูกกดดันและแทรกแซงการใช้ดุลยพินิจของไทยโดยประเทศอื่นและความเสี่ยงต่อการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ดังต่อไปนี้
 
แถลงการณ์ระบุว่าภาคีเครือข่ายฯ มีข้อเรียกร้องต่อไปนี้ 1.ให้ชะลอการประกาศใช้และนำร่างระเบียบฯ และกลับไปทบทวน โดยจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคม ก่อนดำเนินการใด ๆ ต่อไป

2.ให้พิจารณาเพิ่มหลักประกันสิทธิตามกฎหมายขั้นต่ำในตัวร่าง ได้แก่ การบัญญัติหลักห้ามส่งกลับไปสู่อันตรายอย่างชัดแจ้งให้สอดคล้องกับมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พ.ศ. 2565 การประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลก่อนส่งกลับ สิทธิได้รับแจ้งเหตุผล ล่าม และที่ปรึกษากฎหมาย สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลหรือหน่วยงานอิสระโดยมีผลระงับการส่งกลับในกรณีเสี่ยงอันตราย การทดสอบความได้สัดส่วน บทคุ้มครองเด็กและครอบครัว หลักประกันการกักตัว และกรอบเวลาห้ามกลับเข้าประเทศพร้อมกลไกทบทวน

3.ให้พิจารณาตัดถ้อยคำในเอกสารเหตุผลประกอบที่วินิจฉัยเจตนาหรือความจริงใจของรัฐต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศออก และแทนที่ด้วยเกณฑ์ที่เป็นกลางเรื่องกรอบเวลาและความคืบหน้าในการรับตัว

4.ให้รัฐบาลและรัฐสภาดำเนินการทบทวนและจัดระเบียบกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง การคัดกรอง การเนรเทศ และการส่งกลับทั้งระบบให้เป็นเอกภาพผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการแก้ไขพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แทนการออกกฎหมายลำดับรองเป็นรายเรื่อง เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้หลักเกณฑ์เดียวกันและลดข้อครหาเรื่องการเลือกใช้กฎหมาย
 
 
นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า ร่างระเบียบสำนักนายกฯฉบับนี้ มีหลักที่กว้างเกิน โดยครอบคลุมทุกกลุ่ม เช่น แรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย หลุดระบบอยู่ผิดกฎหมาย หรือผู้ลี้ภัยที่ยังไม่มีสถานะ ถูกเนรเทศได้ และไม่มีกลไกการคัดกรอง ซึ่งเสี่ยงขัดกับ มาตรา 13 พรบ.ป้องกันและปรามปรามการซ้อมทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในทางบริหารขัดแย้งกับกฎหมายหลัก จะทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ นอกจากนี้กลุ่มเปราะบางมีความเสี่ยง เช่น กรณีชาวอูยกูร์ ชาวโรฮิงยา ที่อยู่ในห้องกักมานาน อาจจะถูกเนรเทศกลับประเทศต้นทางที่มีปัญหากับตัวเองได้ง่าย เพราะไม่มีการพูดถึงกลไกการอุธทรณ์ ซึ่งขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศแน่ๆ โดยเรื่องหลักการไม่ผลักดันส่งกลับไปสู่อันตราย

“ทำให้เกิดการใช้อำนาจในการเนรเทศกดดันให้เจ้าหน้าที่เร่งส่งกลับ ที่สำคัญจะกระทบกับเศรษฐกิจและนายจ้างได้ง่าย เช่น ยังเปลี่ยนนายจ้างไม่ทัน ต่ออายุไม่ทัน แรงงานโดนเนรเทศกลับ ท้ายที่สุดรัฐจะเสพติดการใช้มาตรการเชิงนโยบาย แทนที่จะมุ่งเน้นแก้ไขโครงสร้างทางกฎหมายที่ยั่งยืนกว่า”นานอดิศร กล่าว

นายโมจ่อ ประธานคณะกรรมการร่วมเพื่อกิจการชาวเมียนมา (JACBA) ให้สัมภาษณ์ Karen Information Center -KICว่า มาตรการนี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตของแรงงานชาวเมียนมาที่มีภูมิหลังหรือความเกี่ยวข้องทางการเมือง แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีภูมิหลังทางการเมือง หากถูกเกณฑ์ทหารก็อาจสามารถจัดการปัญหาได้ด้วยการจ่ายเงิน แต่ผู้ที่มีภูมิหลังทางการเมือง การถูกส่งกลับก็เปรียบเสมือนการถูกส่งไปเผชิญความตาย กฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองความมั่นคงแห่งชาติของไทย แต่สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเมียนมา ก็อาจหมายถึงการถูกผลักดันให้เข้าไปเผชิญอันตรายถึงชีวิต