Search

“วิกฤตสารพิษกับทรัพยากรในสถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดน”

เสถียร ฉันทะ
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

นับแต่วิกฤตอุทกภัยปลายปี 2567 ที่ผ่านมา สภาพลำน้ำกกก็ไม่เหมือนเดิม แหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนในลุ่มน้ำมาช้านานเริ่มสร้างความวิตกกังวลถึงความปลอดภัยให้กับผู้คนที่อาศัยในที่ราบลุ่มน้ำแห่งนี้ พอย่างเข้าต้นปี 2568 การตื่นตัวของชาวบ้านที่ท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ที่สังเกตเห็นความผิดของของน้ำในแม่น้ำกกที่เปลี่ยนสีขุ่นข้นที่ผิดปกติวิสัยดังที่ผ่านมาในอดีตเมื่อยามเข้าสู่หน้าแล้งน้ำจะใสและเป็นฤดูกาลที่ชุมชนริมแม่น้ำกกเตรียมสถานที่และการลงทุนเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบคุณภาพน้ำด้วยการรวมตัวออกมาเดินบนท้องถนนส่งเสียงให้รัฐได้ยินถึงความเดือดร้อนและความวิตกกังวลสงสัยถึงสถานการณ์ของแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนว่าอาจมีความไม่ปลอดภัยในการดำรงชีวิต หลังจากหน่วยงานภาครัฐรายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำกกพบปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะการตรวจพบสารหนู (Arsenic) ซึ่งสอดคล้องกับการรายงานของมูลนิธิ Shan Human Right Foundation เกี่ยวกับข้อมูลการทำเหมืองแร่ในเมืองยอน เมืองสาด ภาคตะวันออกของรัฐฉานเขตอิทธิพลของว้า (UWSA) กับทุนจีน และกองทัพทหารเมียนมา และข้อมูลของ Stimson Center รายงานภาพถ่ายแผนที่และจำนวนเหมืองแร่ที่กระจายตัวอยู่บนลุ่มน้ำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกว่า 2,420 แห่งโดยเฉพาะในเมียนมาและลาว นั่นคือสัญญาณเตือนความล่มสลายของทรัพยากรที่คนในพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมดใช้ในการดำรงชีพกำลังถูกทำลายทั้งระบบนิเวศ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของคนในพื้นที่ลุ่มน้ำ ประเด็นคือเราจะหยุดปัญหามลพิษข้ามแดนเหล่านี้อย่างไร ?

1.เหมืองแร่: แหล่งกำเนิดสารพิษโลหะหนักข้ามพรมแดน

ต้นเหตุของการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนักในแม่น้ำทางภาคเหนือทั้งกก สาย รวกและโขงเกิดจากการทำเหมืองแร่หลายประเภทในรัฐฉาน เมียนมา เช่น เหมืองแร่พลวง ทังสเตน ดีบุก ทอง ไปจนถึงถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาผลิตไฟฟ้า และแร่หายากที่เป็นสิ่งที่มหาอำนาจโลกกำลังขนขวยหาเพื่อนำมาใช้พัฒนาอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลกในยุคปัจจุบัน แรร์เอริธ์หรือแร่หายาก (Rare Earth Elements: REEs) เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีทางทหาร จีนคือผู้มีดุลอำนาจที่ครอบครองห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธของโลกทั้งในด้านเทคโนโลยีการทำเหมือง การแยกสกัด และการแปรรูป ส่งผลให้ทรัพยากรชนิดนี้กลายเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างประเทศมหาอำนาจและเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการต่อรองถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐอเมริกา และรัสเซีย และปัจจุบันไทยเป็นทางผ่านแร่เหล่านี้ทั้ง ๆที่กำลังเกิดปัญหาผลกระทบจากสารพิษโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก และโขงจากการทำเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีน รัฐบาลเมียนมาและกองทัพว้า ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสารพิษโลหะหนัก ประเด็นคำถามถึงรัฐบาลว่าจะจัดการกับห่วงโซ่อุปทานแร่ผ่านแดนที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันอย่างไร และเราจะหยุดแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดนได้อย่างไร

2.สารพิษกับผู้คน: แทรกซึม เรื้อรังแต่หายนะ (Long-term chronic exposure is disastrous.)”

สารหนู (Arsenic) คือ สารโลหะหนักซึ่งสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ตรวจพบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุด สารหนูเป็นสารมีพิษต่อสิ่งมีชีวิตและเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิดผลกระทบขึ้นต่อสุขภาพของมนุษย์ทั้งแบบเฉียบพลันหากได้รับปริมาณสารหนูที่ร่างกายของแต่ละคนจะขับพิษออกได้ และที่ร้ายแรงน่ากังวลคือการที่สารหนูแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายทีละนิดและสะสมต่อเนื่องระยะยาวจนนำไปสู่การทำให้เกิดพิษต่อร่างกายหากคนเราหากสัมผัสต่อเนื่องทุกๆวันจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้เขียนเรียกว่า “แทรกซึม เรื้อรังแต่หายนะ (Long-term Chronic Exposure)” นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบสารพิษโลหะหนักอื่นปนเปื้อนในแม่น้ำ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท แมงกานิส ฯลฯ ซึ่งจะแทรกซึมเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) และสายใยอาหาร (Food Web) ในระบบนิเวศทั้งในดิน น้ำ พืชพรรณ ธัญญาหารพวกสิ่งมีชีวิตในน้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา สัตว์หน้าดิน และแน่นอนผู้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารคือมนุษย์ที่บริโภคอาหารปนเปื้อนเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น การแทรกซึมของสารพิษโลหะหนักเหล่านี้คือ หายนะที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมากมายที่อาศัยแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มน้ำดำรงชีวิตดังตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปีกว่าที่ผ่านมาดังนี้

ทรัพยากรน้ำ: คุณภาพน้ำในแม่น้ำกก รวก สาย และโขงผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ตั้งแต่ครั้งแรกเดือนมีนาคม 2568 จนถึงครั้งล่าสุดครั้งที่ 18 มีแนวโน้มของการตรวจพบที่ยังทรงตัว โดยมีจุดที่ยังตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานน้ำผิวดิน (>0.01 มล./ล.) แม่น้ำบางสายพบสารตะกั่วที่เกินมาตรฐาน (<0.05 มล./ล.) ในบางจุด รวมถึงผลการตรวจวิเคราะห์ตะกอนดินแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการกระจายตัวของสารพิษโลหะหนักในตัวระบบนิเวศแม่น้ำนั้นได้แทรกซึมและแผ่กระจายไปทุกอณูของพื้นที่ที่น้ำท่วมถึงหรือที่น้ำไหลผ่านไปถึงนั่นหมายความว่าความเสี่ยงทุกมิติได้เกิดขึ้นอย่างมิต้องสงสัยเพียงแต่ความเข้มข้นของปริมาณสารพิษโลหะหนักมีมากน้อยเท่าใดแตกต่างกันไปตามสภาพความเข้มข้น ช่วงเวลาฤดูกาลและปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆที่มิอาจคาดเดาได้ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอาจพิจารณาได้จากเหตุการณ์ต่างๆดังนี้

1) ความเสี่ยงต่อแหล่งอาหารจากการประมง  กรมประมงรายงานผลการเก็บตัวอย่างสัตว์ในแม่น้ำกกส่งตรวจ มีเพียงตัวอย่างเดียวที่พบสารหนู <0.13 มล./กก. มีจำนวน 5 ครั้งจากทั้งหมด 11 ครั้งที่ตรวจพบสารตะกั่วแต่ <0.05 มล./กก. แต่พบสารปรอท 10 ครั้งจาก 11 ครั้งของการเก็บตัวอย่างปลา แม้ว่าค่าที่ตรวจพบจะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ <0.5 มล/กก. ในเนื้อปลา ข้อมูลดังกล่าวช่วยสะท้อนให้เห็นแนวโน้มการสะสมของสารโลหะหนักในตัวปลาซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชาวบ้านในพื้นที่ริมแม่น้ำ

2) ความเสี่ยงต่อระบบการผลิตทางการเกษตร มีการเก็บตัวอย่างพืชผักที่อยู่ริมแม่น้ำส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจพบว่าปริมาณสารโลหะหนักที่ตกค้างในพืชผักนั้นยังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่แนวโน้มของข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ก็แสดงให้เห็นถึงตัวเลขปริมาณสารโลหะหนักที่ตรวจพบในพืชผักชนิดต่างๆ และทางสำนักงานเกษตรพื้นที่สูงวาวีเก็บตัวอย่างพืชผักในพื้นที่บริเวณใกล้แม่น้ำกก และแม่น้ำรวก รวม 6 อำเภอ พบสารปนเปื้อนโลหะหนักได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่ว และ แคดเมียม โดยตรวจพบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานคือพบแคดเมียม จำนวน 7 ตัวอย่าง ได้แก่ เบบี้คอส มะเขือเปราะ ปวยเล้ง ผักกาดขาวปลี ผักกาดฮ่องเต้ เบบี้แครอท และปวยเล้ง มีค่าอยู่ระหว่าง 0.205-0.564 มก./กก. และพบสารตะกั่ว จำนวน 2 ตัวอย่าง ได้แก่ เบบี้คอส และปวยเล้ง มีค่าอยู่ระหว่าง 0.416-0.425 มก./กก. และบางส่วนพบการปนเปื้อนโลหะหนักแต่ไม่เกินค่ามาตรฐานกำหนด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการปนเปื้อนสารโลหะหนักแม้ว่าจะเป็นพืชผักจากแปลงปลูกที่มุ่งเน้นเกษตรปลอดภัยจากชุมชนริมน้ำกก แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าพืชผักเหล่านี้ไม่ปลอดภัยและกำลังอยู่ในสถานการณ์ปนเปื้อนสารโลหะหนักที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญคือข้าว ซึ่งมีพื้นที่นาที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกกว่า 61,001 ไร่ แม่น้ำสายกว่า 47,318 ไร่ น้ำรวกกว่า 13,776 ไร่ ลุ่มน้ำโขงสองอำเภอกว่า 8,786 ไร่ รวมพื้นที่ทำนาทั้งสิ้นราว 130,881 ไร่ เกษตรกรชาวนากว่า 14,638 ราย ที่อยู่บนความเสี่ยงซึ่งอาจได้รับผลกระทบปนเปื้อนสารโลหะหนักแม้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติจะกำหนดเกณฑ์มาตรฐานน้ำผิวดินสำหรับทำการเกษตรไว้ว่าสารมีหนูมีได้ไม่เกิน 0.05 มล./ล. คำถามที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรหากผลผลิตข้าวที่อาจปนเปื้อนสารโลหะหนักเหล่านี้ และจะมีแผนรองรับการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเกษตรที่อาจจะเกิดขึ้นแก่เกษตรกรอย่างไร

3) ความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำผิวดิน ตะกอนดิน พืชผัก รวมถึงน้ำอุปโภคบริโภคจากการประปาส่วนภูมิภาค ประปาหมู่บ้าน ของหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาพบว่าอาจเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะ (1) ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว (2) สารหนูและโลหะหนักอาจสะสมทางชีวภาพและการขยายความเข้มข้นตามห่วงโซ่อาหารของสารพิษโลหะหนักก็ย่อมสูงขึ้นตามกาลเวลาและปริมาณที่ได้รับสะสม (3) ตะกอนท้องน้ำเป็นแหล่งสะสมหลักของสารหนูและโลหะหนักในระบบแม่น้ำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตหน้าดิน เช่น แมลงน้ำ หอย กุ้ง และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก ซึ่งเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศน้ำ การลดลงของสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้จะส่งผลต่อเนื่องต่อปลาและสัตว์น้ำชนิดอื่นที่อาศัยเป็นแหล่งอาหาร (4) ผลกระทบต่อการทำงานของระบบนิเวศลุ่มน้ำการปนเปื้อนโลหะหนักในระดับเรื้อรังอาจส่งผลต่อกระบวนการทางนิเวศวิทยาที่สำคัญ จะทำให้ความสามารถในการฟื้นตัวของระบบนิเวศ (Ecological Resilience) ลดลง และอาจนำไปสู่การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศลุ่มน้ำในระยะยาว และ (5) ผลกระทบเชิงพื้นที่ต่อแม่น้ำโขงเนื่องจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ล้วนเป็นลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง

4) ความเสี่ยงทางสังคมเมื่อแหล่งทำกินถูกทำลาย การยังชีพล่มสลายชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในลุ่มน้ำกก รวก สาย และโขง มิได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ สังคม และวัฒนธรรม การเสื่อมโทรมของฐานทรัพยากรธรรมชาติอันอาจนำไปสู่การล่มสลายของระบบการดำรงชีพ การขยายตัวของความยากจน ความไม่มั่นคงทางอาหาร การอพยพแรงงาน และความขัดแย้งทางสังคม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความยั่งยืนของชุมชนลุ่มน้ำในระยะยาว

5) ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความล่มสลายของแหล่งรายได้จากการท่องเที่ยวแม่น้ำที่ปนเปื้อนทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หันไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวอื่นแทนเนื่องจากเกรงผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนั้นแหล่งน้ำที่เป็นต้นทุนเพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกำลังเกิดความเสื่อมถอยของภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวนำไปสู่การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวของชุมชนคนริมแม่น้ำ และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการล่มสลายของเศรษฐกิจฐานรากของการท่องเที่ยวในระดับชุมชนในอนาคตหากปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ทรัพยากรดิน: กรมพัฒนาที่ดิน รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ดินบริเวณริมแม่น้ำกก พบการปนเปื้อนของสารหนูโดยกรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดเป็นพื้นที่หรือ Zoning ออกเป็น 3 ระดับคือพื้นที่สีเขียวหมายถึงพื้นที่ที่มีสารหนูไม่เกินค่ามาตรฐานระหว่าง 0-14.99 mg/kg สามารถทำการเพาะปลูกพืชอาหารได้ พื้นที่สีเหลืองหมายถึงพื้นที่ตรวจพบสารหนูอยู่ระหว่าง 15-24.99 mg/kg เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง และพื้นที่สีแดงหมายถึงตรวจพบสารหนู > 25 mg/km เป็นพื้นที่เสี่ยง ทำให้การทำการเกษตรในพื้นที่ปนเปื้อนอยู่ในสถานการณ์ความเสี่ยงจากสารพิษโลหะหนักปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมเกษตรกรรม

สารพิษโลหะหนัก: ความเสี่ยงทางสุขภาพของคนลุ่มน้ำ ดังกรณีตัวอย่างหายนะที่เกิดขึ้นจากปัญหาพิษสารหนูในประเทศไทยที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมจากเหมืองแร่เก่าและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อราวปลายปี พ.ศ.2530 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังที่เกิดจากการได้รับพิษ “สารหนูเรื้อรัง” หรือที่ชาวบ้านเรียก “ไข้ดำ” วัดระดับสารหนูในผม เล็บ เนื้อเยื่อ เลือดสูงกว่าปกติ และมีการตรวจพบสารหนูในร่างกายในประชาชนกลุ่มต่างๆทั้งในทารกจากการดื่มนมแม่ไปจนถึงผู้สูงอายุในชุมชน และยังงานมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นในขณะนั้นที่รายงานให้ทราบถึงผลกระทบของพิษสารหนูทั้งในระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และตัวมนุษย์เอง และข้อมูลพื้นฐานในพื้นที่ลุ่มน้ำกกจากการวิจัยของทีมคณาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายตรวจวิเคราะห์สารหนูสะสมเรื้อรังในร่างกายโดยการตรวจเล็บและผม โดยผลการตรวจพบว่าตรวจเล็บจำนวน 90 ราย เจอสารหนู (As) ในกลุ่มตัวอย่างเกือบทุกราย ข้อมูลดังกล่าวช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงทางสุขภาพในสภาพแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนสารหนูแม้ว่าข้อมูลจากงานวิจัยจะไม่ช่วยยืนยันว่ากลุ่มตัวอย่างที่ตรวจได้รับสารหนูมาจากแหล่งใดบ้าง และไม่อาจจำแนกได้ว่าสารหนูที่ตรวจพบนั้นเป็นสารหนูที่มีพิษหรือสารหนูอนินทรีย์หรือสารหนูอินทรีย์ซึ่งมีพิษน้อยก็ตาม แต่ก็เป็นข้อมูลที่สำคัญที่ช่วยฉายภาพให้เห็นการสะสมสารหนูในร่างกายคนที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยในอนาคตได้

3.สารพิษและทรัพยากรกับความมั่นคงของมนุษย์

            “ความมั่นคงทางสุขภาพคือความมั่นคงของมนุษย์ ความมั่นคงของมนุษย์คือความมั่นคงของชาติ
ความมั่นคงของชาติคือความมั่นคงของอธิปไตย”

ข้อมูลผลกระทบเบื้องต้นจะเห็นว่าหากมิอาจหยุดยั้งแหล่งกำเนิดมลพิษได้ ก็เท่าเราสูญเสียอธิปไตย และหายนะที่กำลังเกิดขึ้นจะฝังลึกและยาวนานเกินที่จะเยียวยาฟื้นฟูได้ เมื่อระบบนิเวศทั้งลุ่มน้ำถูกปนเปื้อนด้วยสารโลหะหนักที่แผ่ไปทุกอณูที่น้ำจากแม่น้ำที่ปนเปื้อนได้ไหลผ่านแผ่ซ่านไปทุกหย่อมหญ้าที่น้ำนั้นสามารถไปถึงและสารพิษเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดผ่านห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศเข้าร่างกายมนุษย์เราในท้ายที่สุด และเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายคนที่ได้รับสารพิษนั้นมิอาจต้านทานได้ก็จะเริ่มเจ็บป่วยลงในที่สุด นั่นคือความวิตกกังวลต่อผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ปนเปื้อนทั้งหมด ผู้เขียนเห็นว่าทางออกของปัญหาจึงมิอาจทำเฉพาะทางใดทางหนึ่งได้แต่หากจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกันทั้งการแก้ไขปัญหาภายในประเทศและระหว่างประเทศไปพร้อมๆกัน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าควรมีการดำเนินการมาตรการเร่งด่วนดังนี้

1) รัฐบาลต้องประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ”ผู้นำรัฐบาลอย่างนายกรัฐมนตรีต้องมีการประกาศเป็นวาระเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นปัญหาการเมืองสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่แหล่งกำเนิดจะเกิดขึ้นได้ 2 กรณีคือ การหยุดการทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน หรือกรณีที่ทุนจีนกับว้าทำเหมืองแร่ต่อแต่ต้องมีการออกแบบและก่อสร้างระบบบำบัดสารเคมีโลหะหนักในกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานก่อนปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แม่น้ำกกที่ไทยตรวจสอบร่วมกันได้ และรัฐบาลจำเป็นต้องประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่จะทำให้เกิดการสนับสนุนทรัพยากรที่เป็นรูปธรรมอันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาตลอดปีกว่าที่ผ่านมาลงได้ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

2) การเจรจาตามกรอบกฎหมายและกติการะหว่างประเทศกติการะหว่างประเทศจำเป็นต้องหยิบยกมาพิจารณาบนโต๊ะเจรจา…..และสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งคือ “ข้อมูล” ที่จะนำไปใช้ในการเจรจาว่าควรต้องประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้างบนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลผลกระทบในมิติต่างๆที่เกิดขึ้นจากการประเมินตามหลักทางวิชาการ ประกอบกับกฎเกณฑ์กติการะหว่างประเทศทั้งในระดับกรอบความร่วม อาทิ Lancang-Mekong Cooperation (LMC) และ Mekong River Commission (MRC) ระดับภูมิภาคอาเซียนว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบข้ามพรมแดน และระดับนานาชาติที่จำเป็นต้องสร้างกฎเกณฑ์กติการะหว่างประเทศในประเด็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดนทางน้ำที่เกิดขึ้น ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในเวทีอาเซียนในการเป็นผู้นำและมีบทบาทในการสร้างพันธะกรณีร่วมกันที่จะสร้างกรอบความร่วมมือและกฎเกณฑ์กติกาว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนทางน้ำระหว่างประเทศขึ้น และผลักดันให้ไปสู่การปฏิบัติร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนต่อไป และขณะเดียวในเวทีนานาชาติ การนำกติกาการลงทุนข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมาถกแถลงถึงแนวทางการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันและกำหนดมาตรการลดผลกระทบทุกมิติที่จะเกิดขึ้นอันจะนำไปสู่การสร้างกลไกการควบคุม กำกับและความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษ และบทลงโทษผู้ที่ก่อมลพิษขึ้นจากการลงทุนที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เป็นฉันทามติร่วมกันและใช้เป็นแนวทางในการบังคับใช้ต่อไป

3) ทัศนคติในการแก้ปัญหาของรัฐต้อง “จริงจัง จริงใจ ใส่ใจ” ในปัญหาที่เกิดขึ้นต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีการปนเปื้อนสารโลหะหนัก หากให้ความสำคัญและถ้า “ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ” และมีการดำเนินการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การเจรจากับประเทศผู้ก่อมลพิษและแหล่งกำเนิดมลพิษได้ ย่อมเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการที่จะหยุดแหล่งกำเนิดมลพิษ แล้วจึงมาทำการฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำให้กลับมามีสภาพดังเดิมในอนาคตต่อไป แม้ว่าจะยากยิ่งและต้องใช้เวลาอย่างยาวนาน จึงจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ลดลงได้ ทางออกเพื่อให้หลุดพ้นจากสถานการณ์การปนเปื้อนสารพิษโลหะหนักที่กำลังคุกคามอธิปไตยและความมั่นคงของมนุษย์นั้นคือต้องหยุดที่แหล่งกำเนิดก่อนที่จะมาทำการฟื้นฟูระบบนิเวศตัวแม่น้ำที่มีการปนเปื้อน รวมถึงมาตรการเฝ้าระวังทั้งในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนที่อาจสัมผัสสารปนเปื้อนเหล่านี้ การสร้างความรอบรู้และหนุนเสริมศักยภาพให้กับประชาชน องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น และมาตรการรับมือความเสี่ยงและการฟื้นฟูเยียวยา สิ่งเหล่านี้คือแนวทางการที่จะรักษาอธิปไตย และความมั่นคงของมนุษย์ และทำให้ “ประชาชนคนลุ่มน้ำกก สาย รวกและโขงจะกลับมามีสุขภาพที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดีบนระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย”

สรุป

วิกฤตสารพิษกับทรัพยากรในสถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดนคือปัญหาที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งกก สาย รวก และโขง ดังนั้นแนวทางในการขับเคลื่อนที่สำคัญสุดคือผู้นำประเทศต้องลงมาสั่งการและประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ และกำหนดบทบาทหน้าที่ของภาคส่วนต่างๆ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดกลไกการแก้ไขปัญหาในมิติต่างๆที่ครบถ้วน รอบด้าน” จึงจะสามารถนำไปสู่การฟื้นฟูทรัพยากร ทั้งระบบนิเวศและสุขภาพ รวมถึงสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอันเป็นพื้นฐานของความมั่นคงของมนุษย์กลับคืนมาถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม แต่หากยังเป็นเฉกเช่นปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้คงยากเกินที่จะฟื้นฟูทรัพยากรและกลับมาดังเดิมได้ และคงนับเวลารอรายงานว่าผู้คนจะเริ่มเจ็บป่วยจากสารพิษเหล่านี้เมื่อไหร่เท่านั้น