Search

ฤดูฝนที่ไร้ปลา กับความล่มสลายของประมงน้ำกก

กิตติธัช สิงห์เสนา

ฝนหล่นเทร่วงมาในช่วงยามเดือนฝนฉ่ำกรกฎาคม โดยปกติแล้วแม่น้ำกกจะเต็มไปด้วยผู้คนออกหาปลา ตามวงจรของฤดูกาล เมื่อน้ำขุ่นจากฝนหล่อเลี้ยงลำน้ำ ปลานักอพยพจะว่ายทวนน้ำออกหากิน เป็นช่วงเวลาที่พรานปลาแห่งแม่น้ำกกเริ่มออกหาปลาตามวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมา หากจะบอกกล่าวว่าวงจรธรรมชาติที่คุ้นเคยนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป ภายในเวลากว่าขวบปี

ในพื้นที่ชุมชนบ้านแคววัวดำ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ชุมชนปกาเกอะญอดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก และมีพรานปลาไม่น้อยไปกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในเดือนกันยายนปี 2567 ก่อนจะถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ที่ทำลายทั้งแหล่งอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้ระบบนิเวศในแม่น้ำกก ผิดเพี้ยนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการหายไปของปลาในแม่น้ำ หากแต่เป็นการสั่นคลอน “ความมั่นคงทางอาหาร” ของชุมชนริมลุ่มน้ำกก ซึ่งความมั่นคงทางอาหารนั้น หมายถึง ภาวะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งอยู่บนองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การมีอาหารเพียงพอ การเข้าถึงอาหาร ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากอาหาร และความมั่นคงของระบบอาหารในระยะยาว

สำหรับชุมชนริมแม่น้ำกก ปลาจากธรรมชาติไม่ใช่เพียงเมนูหนึ่งบนสำรับ แต่เป็นฐานทรัพยากรที่ทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงได้โดยแทบไม่ต้องใช้เงินสด เพียงถือแหหรือเบ็ดเดินลงแม่น้ำหลังเลิกงาน ก็ได้อาหารกลับบ้านหรือแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน

พี่วิโรจน์ พนาสง่าวงศ์ หรือ “พี่ดาว” ชาวไทยเชื้อสายปกาเกอะญอ บ้านแคววัวดำ อดีตพรานปลา แม่น้ำกก ได้เล่าถึงความเปลี่ยนผ่านที่ใหม่เกินกว่าจะคุ้นชิน ว่า ตนไม่ได้จับปลามาเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วนับตั้งแต่น้ำท่วมในเดือนกันยายนปี 2567 หลังจากเกิดน้ำท่วมแล้วน้ำก็ขุ่นอยู่แบบนั้นตลอดมา โดยที่ตอนนั้นยังไม่ทราบเรื่องการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกกด้วยซ้ำ

“ปลาลดน้อยลงจนแทบไม่มี ตั้งแต่น้ำท่วมอยู่แล้ว เมื่อน้ำขุ่นอยู่ตลอดทั้งปี มันเหมือนทำให้ห่วงโซ่อาหารของปลานั้นผิดเพี้ยนไป น้ำขุ่นมันทำให้ปลานักล่าคิดว่าถึงช่วงเวลาที่ต้องออกล่าแล้ว จึงออกล่าในตอนฤดูวางไข่ของปลากินพืช และมันก็ทำให้ปลากินพืชแทบไม่เหลือแล้ว ระบบนิเวศน์ที่หมุนกันพังลง”

เมื่อฐานทรัพยากรอาหารตามธรรมชาติพังลง สิ่งที่ตามมาคือความเปราะบางที่แผ่ขยายไปทั้งครัวเรือน จากเดิมที่หาอาหารได้เองแทบไม่ต้องใช้เงิน กลายเป็นภาระต้นทุนใหม่ที่ต้องแบกรับ วิโรจน์เริ่มต้นเลี้ยงปลามาได้สักพักแล้ว

เขาต้องแบกรับต้นทุนที่ยังไม่คงที่เท่าไหร่ เพราะต้องคอยเฝ้าคอยดูมันอยู่ตลอดในการดูแลบ่อเลี้ยงปลา และค่าหารปลาที่เพิ่มขึ้นจากไม่เคยได้ซื้อเลย แถมยังต้องแบกรับความห่างไกลในเรื่องการนำลูกปลาขึ้นมาบนดอยด้วย

“ตอนที่ไปซื้อลูกปลาที่ตลาด หากเราซื้อมา 100 ตัว มันอาจะเหลือให้เราแค่ 40-50 ตัวแค่นั้น เพราะเรานำมันขึ้นมาไกลและมาบนภูเขาสูงมันมีความเสี่ยงเรื่องการน็อคน้ำของปลาทำให้ไม่สามารถคงปลาไว้ได้หมด”เขาสะท้อนถึงการทำมาหากินบนเส้นทางใหม่ที่ยากลำบาก

“ปลาที่เลี้ยงนั้นเมื่อมันออกลูกขยายพันธ์ุแล้ว เราก็ไม่สามารถกินได้ เพราะลูกปลามันจะไม่โต มันเหมือนกับว่า เราต้องอยู่ในระบบเลี้ยงเพื่อกินไปเรื่อยๆ ต้องซื้อมาเลี้ยงกินไปเรื่อยๆ อยู่ตลอด เพราะปลามันถูกตัดแต่งพันธุกรรมมาแบบนี้”

หลังการความเปลี่ยนแปลงในทางที่เลวร้ายเข้าครอบงำแม่น้ำกก ผู้คนต่างพยายามปรับตัวเพื่อดำรงชีวิต บางครอบครัวหันมาเลี้ยงปลาในบ่อ บางคนต้องซื้ออาหารจากตลาดมากขึ้น พืชผักที่เคยปลูกริมแม่น้ำก็ไม่มีใครกล้าเก็บกิน แต่ไม่ว่าจะพยายามสร้างวิถีใหม่เพียงใด ก็ยังไม่อาจทดแทนวิถีเดิมที่ผูกโยงไว้กับแม่น้ำได้ นี่คือหน้าตาของความไม่มั่นคงทางอาหารรูปแบบใหม่ที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาแทนที่ระบบพึ่งพาตนเองที่เคยมี

พี่วิโรจน์ เล่าว่า ทุกวันนี้ครอบครัวต้องลดความหลากหลายของอาหารและการบริโภคปลาลง จากเดิมที่เพียงถือแหเดินลงไปริมแม่น้ำกกหลังเลิกงาน ก็ได้ปลาเป็นอาหารเย็นแทบทุกวัน

“ต้นทุนในการขุดบ่อเลี้ยงปลาที่ต้องแบกรับ เมื่อเกิดวิกฤติก็หมดเงินไปหลายหมื่น ทั้งค่าแมคโค และค่าขุดบ่อปลาแถมยังต้องดูแลปลาในบ่อตลอดและต้องแบกรับต้นทุนอาหารปลา ได้กินเพียงปลากินพืช เช่น ปลานวลจันทร์ ปลานิน ปลาดุก ปลายี่สก ปลาทับทิม ปลาตะเพียน ปลาใน หรือเป็นปลาที่เพาะพันธุ์ขายตามตลาดเท่านั้น ส่วนปลากินเนื้อที่ต้องหาตามธรรมชาตินั้นไม่ได้หาแล้ว

“ถ้าพูดให้ลึกจริงๆ ปลาเลี้ยงพวกนี้รสชาติมันคละเรื่องกับปลาน้ำกกเลย เนื้อมันจะเละมากๆ เพราะมันอยู่ในบ่อที่น้ำนิ่งไม่เหมือนปลาน้ำกกที่ต้องว่ายทวนน้ำอยู่ตลอดเวลา ทำให้ปลามันได้ออกกำลังกายและเนื้อมันจะฟูและตึง ทำให้กินอร่อยมากกว่า”

เช่นเดียวกัยเรื่องความหลากหลายของปลาที่เคยจับได้และเคยเป็นอาหารบนสำรับ พี่ดาวไล่เรียงชื่อปลาแทบไม่ขาดสาย พร้อมย้อนเล่าถึงวันที่แม่น้ำกกยังอุดมสมบูรณ์ว่า แต่ก่อนหากจับปลาตัวใหญ่ได้ ก็จะแบ่งขายให้คนในหมู่บ้านสัก 3 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 300 บาท ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้กินในครอบครัว

“เมื่อก่อนปลาในแม่น้ำกกมีหลากหลายมาก ทั้งปลากดคัง (หางแดง) ปลากด ปลากดแก๊ ปลากดเหลือง ปลากราย ปลากระทิง ปลากาดำ ปลาพวง ปลาแดง ปลาค้าว ปลาตะเพียนน้ำกก ปลาสร้อย ปลาเนื้ออ่อน ซึ่งปลาเล็กก็มีอีกหลายพันธุ์ ปลาหมู ปลากระมัง และปลาขี่ยอก ปลาพวกนี้คือแหล่งอาหารสำคัญไม่ใช่เฉพาะตัวผมคนเดียว แต่คือทั้งหมู่บ้าน แม้ว่าคนที่จะไม่ได้หาแต่ก็อาศัยการแบ่งปันกันอยู่แบบนั้นเสมอมา”อดีตพรานปลาเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากเส้นเลือดสำคัญของชุมชนกลายเป็นพิษ

“ผมคิดว่าความเสียหายแบบนี้ประเมินเป็นตัวเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต่อให้มีเงินมาชดเชยค่าปลาหรือค่าขุดบ่อ มันก็ไม่สามารถซื้อแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์กลับคืนมาได้ มันซื้อวิถีชีวิตไม่ได้ ซื้อความหลากหลายของธรรมชาติที่หายไปไม่ได้”

ผลกระทบที่เกิดขึันกับชาวบ้านในชุมชนริมแม่น้ำกกในวันนี้ ลึกกว่าการเรียกร้องค่าชดเชยทอดแทน เพราะระบบอาหารของชุมชนริมน้ำกกไม่ได้ตั้งอยู่บนการมีอาหารเพียงพอเท่านั้น แต่ยังผูกโยงกับวัฒนธรรมการแบ่งปัน ความหลากหลาย และความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน เมื่อฐานทรัพยากรธรรมชาติถูกทุบทำลาย สิ่งที่สูญเสียตามมาจึงไม่ใช่แค่โปรตีนบนโต๊ะอาหาร แต่คือรากฐานทั้งระบบที่เคยค้ำจุนความมั่นคงทางอาหารของทั้งหมู่บ้าน

ความสูญเสียของแม่น้ำกกยังได้ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นต่อไปแน่นอน ความรู้ที่สั่งสมกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ฤดูไหนปลาชนิดใดจะขึ้น ตรงไหนควรวางแห ตรงไหนควรปล่อยให้ปลาได้วางไข่ ความรู้เหล่านี้มันเกิดจากการใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำจริงๆ แต่เมื่อแม่น้ำเปลี่ยนไป ความรู้เหล่านี้ก็แทบไม่มีโอกาสสืบทอด เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ได้เรียนรู้เพราะไม่มีปลาและแม่น้ำให้เขาพึ่งพา

“ผมอยากให้คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบมองเห็นว่าปัญหานี้ ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้านไม่กี่คน แต่มันคือเรื่องของทั้งลุ่มน้ำ คนที่อยู่ปลายน้ำต้องรับผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นต้นน้ำ ถ้าไม่มีการแก้ไขที่ต้นเหตุ แม่น้ำกกก็คงไม่กลับมาเหมือนเดิม และสุดท้ายคนที่ต้องจ่ายราคาของความเสียหายก็คือชุมชนที่อาศัยแม่น้ำในการดำรงชีวิต” พี่วิโรจน์ พนาสง่าวงศ์ อดีตพรานปลาแม่น้ำกก กล่าว

วันนี้ฤดูฝนหมุนวนกลับมาอีกครั้ง ขณะี่แม่น้ำกกยังคงไหลผ่านหมู่บ้านเช่นเดิม แต่บรรยากาศในชุมชนริมแม่น้ำกลับเงียบเหงามาแล้ว 2 ฤดูฝน ไม่มีพรานปลายืนทอดแหเหมือนครั้งก่อน

ผลกระทบจากเหมืองแร่เถื่อนจากต้นน้ำแม่น้ำกกในฝั่งรัฐฉาน ประเทศพม่าได้ทำลายฐานรากที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตอย่างเหี้ยมโหด ขณะที่รัฐบาลไทยยังคงโอ้โลมอยู่กับรัฐบาลพม่าและจีนโดยไม่รู้สึกโกรธแค้นแทนประชาชนนับล้านของตัวเองที่รับผลกระทบจากการตักตวงผลประโยชน์อย่างเห็นแก่ตัวของมิตรประเทศเหล่านี้

วิถีพรานปลาของพี่วิโรจน์จบสิ้นลงอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับการลองผิดลองถูกในอาชีพเลี้ยงปลาบ่อขึ้นมาแทนที่ เช่นเดียวกับวิถีเรียบง่ายและสงบสุขของชุมชนริมแม่น้ำกกที่ถูกทำลายไปพร้อมกับสารพิษที่หลั่งไหลมากับลำน้ำ