เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 สภาขับเคลื่อนเพื่อจัดตั้งสหภาพประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ (Steering Council for the Emergence of a Federal Democratic Union: SCEF) ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า สมาชิกของSCEF ซึ่งประกอบด้วย สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU), องค์กรอิสรภาพคะฉิ่น (Kachin Independence Organization: KIO), แนวร่วมแห่งชาติชิน (Chin National Front: CNF) และ พรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเหรี่ยงนี (Karenni National Progressive Party: KNPP)ได้เข้าร่วมการประชุมเมื่อไม่นานมานี้ ตามคําเชิญของรัฐบาลสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพ การประชุมระหว่างผู้แทนของ SCEF จัดขึ้นแยกต่างหากจากการหารือของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับผู้แทนของ รัฐบาลทหารเมียนมา โดยเป็นการประชุมอิสระที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาปัจจุบัน ความคืบหน้าของฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-Point Consensus) ตลอดจนเงื่อนไขที่จําเป็นสําหรับการสร้างกระบวนการสันติภาพและการเปลี่ยนผ่าน ทางการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือ
การหารือครั้งนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการจัดตั้งหรือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาทางการเมืองอย่างเป็นทางการระหว่าง SCEF กับรัฐบาลทหาร เมียนมา ซึ่งในระหว่างการประชุม ผู้นําของ SCEF ได้ยืนยันจุดยืนร่วมกัน ดังต่อไปนี้ 1. ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนต้องก้าวจาก “คําประกาศ” ไปสู่ “การปฏิบัติ” อาเซียนเองได้ยอมรับว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมหรือสามารถนําไปปฏิบัติได้จริงในการดําเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ ดังนั้น ประเด็นสําคัญในเวลานี้จึงมิใช่ว่าฉันทามติ 5 ข้อ ยังคงมีความสําคัญหรือไม่ หากแต่เป็นว่าอาเซียนจะดําเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างแท้จริง การดําเนินการควรเริ่มต้นจากมาตรการที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดโดยทันที การคุ้มครองประชาชนพลเรือน การเปิดทาง ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดตั้งกลไกที่สามารถลดความรุนแรงได้ในทางปฏิบัติ หากปราศจากการดําเนินการดังกล่าว การยืนยันฉันทามติ 5 ข้อซํ้าแล้วซํ้าเล่าเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ได้
2. เป้าหมายคือการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ส่วนการเจรจาเป็นเพียงเครื่องมือ SCEF ไม่สนับสนุนการเจรจาเพียงเพื่อให้มีการเจรจา หากแต่เห็นว่าการเจรจาจะต้องนําไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่สามารถแก้ไขสาเหตุเชิงโครงสร้างของความขัดแย้งในเมียนมา และนําไปสู่การสถาปนาระเบียบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ การเจรจาที่มุ่งเพียงลดระดับความรุนแรง แต่ยังคงปล่อยให้การครอบงําของกองทัพ ระบอบอํานาจนิยมแบบรวมศูนย์ และวิกฤตทางการเมืองเชิง โครงสร้างดํารงอยู่ต่อไป ย่อมไม่สามารถสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ การเจรจาทางการเมืองเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของกระบวนการสันติภาพและการ เปลี่ยนผ่านทางการเมืองในภาพรวม และจะต้องไม่ถูกใช้เป็นสิ่งทดแทนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
3. ผู้นํากองทัพยังไม่แสดงเจตจํานงทางการเมืองที่จําเป็นต่อการเจรจาอย่างมีความหมาย การที่ผู้นํากองทัพประกาศเชิญชวนให้มีการเจรจาในที่สาธารณะ มิได้ถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงต่อการเจรจาทางการเมือง เจตจํานงทางการเมืองต้องพิสูจน์ผ่านการกระทํา ภาระในการพิสูจน์ดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย และผู้นํา กองทัพ ไม่สามารถผลักภาระดังกล่าวไปยังฝ่ายต่อต้านหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองฝ่ายอื่นได้ การเจรจาที่มีความหมายจําเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการดําเนินการที่เป็นรูปธรรม อย่างน้อยที่สุด ได้แก่ ยุติการโจมตีทางอากาศโดยไม่เลือกเป้าหมายต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนโดยทันที , ยุติการโจมตีโรงพยาบาล โรงเรียน ศาสนสถาน และสถานที่ของพลเรือนทุกประเภท , ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดโดยทันที , เปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง
4. ความเป็นจริงทางการเมืองของเมียนมาได้เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐาน ปัจจุบันเมียนมาไม่ได้ถูกปกครองจากกรุงเนปิดอว์เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป ในหลายพื้นที่ของประเทศ การบริหารจัดการได้ดําเนินการโดยหน่วยงาน ปกครองระดับรัฐและองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งทําหน้าที่บริหารพื้นที่ รักษาความสงบเรียบร้อย บริหารกระบวนการยุติธรรม จัดให้ มีบริการสาธารณะที่จําเป็น และเป็นตัวแทนของเจตจํานงทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ของตน ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง กระบวนการสันติภาพที่มีความน่าเชื่อถือจะต้องยอมรับและมีส่วนร่วมกับองค์กรทางการเมืองที่มีความชอบธรรมเหล่านี้ การจัดวางโครงสร้างทางการเมืองบนสมมติฐานเดิมที่ยึดอํานาจรวมศูนย์ จะไม่สามารถสร้าง สันติภาพที่ยั่งยืนได้ และการทําให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนเวลาอันควร จะยิ่งตอกยํ้าสภาพความแตกแยกที่ดํารงอยู่ของประเทศ
5. สภาพแวดล้อมยังไม่เอื้อต่อการเจรจาอย่างเป็นทางการ ผู้นําของ SCEF รับทราบการประเมินของอาเซียนที่ระบุว่ายัง “ไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมและเกิดผลในทางปฏิบัติในพื้นที่”การประชุมครั้งนี้ได้ ยืนยันการประเมินของ SCEF ว่า เมียนมายังไม่ถึงขั้นตอนของการเจรจาทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้คือการเตรียมความพร้อมทางการเมือง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองของเมียนมาต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ หลักการ การมีส่วนร่วม โครงสร้าง ลําดับขั้นตอน
