เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้โพสต์ข้อความทางเฟสบุคว่า มีการวิจารณ์การที่พรรคประชาชน(ปชน.)ยื่นหนังสือ (Memorandum) ต่อเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยว่า ไม่ได้ประโยชน์หรือถึงขั้นเป็น “การ PR ให้รัฐบาลจีน” เพราะเชื่อว่าปักกิ่งย่อมทราบอยู่แล้วว่าบริษัทจีนจำนวนมากเข้าไปลงทุนทำเหมืองในรัฐฉานของเมียนมา แต่ถ้ามองในเชิงการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็นสำคัญของการยื่นหนังสือครั้งนี้ ย่อมไม่ใช่การ “บอกข้อมูลใหม่” ให้รัฐบาลจีนรับรู้ เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่า รัฐบาลจีนรู้เรื่องนี้มาตลอด และเล่นบทลอยตัวเหนือปัญหาเรื่องการลงทุนของบริษัทจีนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Belt and Road Initiative (BRI)
ศ.ปิ่นแก้วกล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้คือการยกระดับปัญหาจากประเด็นสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นให้กลายเป็นประเด็นทางการทูตอย่างเป็นทางการ (formal diplomatic engagement) เมื่อมีการยื่นข้อมูล หลักฐาน และข้อเรียกร้องต่อสถานทูตของรัฐหนึ่ง ก็เท่ากับมีการสร้าง “บันทึกทางการทูต” (diplomatic record) ว่าประเทศนั้นได้รับแจ้งถึงข้อกังวลและถูกเรียกร้องให้ดำเนินการแล้ว ต่อจากนี้จึงสามารถติดตามและตรวจสอบได้ว่ามีการตอบสนองหรือไม่
นอกจากนี้ การอ้างถึงกฎหมายของจีนที่ใช้กำกับการลงทุนในต่างประเทศ ยังสะท้อนความพยายามดึงให้รัฐบาลจีนรับผิดชอบในฐานะ “รัฐต้นทางของเงินทุน” (home state responsibility) มากกว่าจะโยนความรับผิดทั้งหมดไปยังเมียนมาเพียงฝ่ายเดียว นี่เป็นยุทธศาสตร์ที่องค์กรสิ่งแวดล้อมและองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศใช้กันมานานในการกดดันบริษัทข้ามชาติและรัฐบาลของประเทศผู้ลงทุน อย่างไรก็ตาม หากการยื่นหนังสือครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลมากกว่าการแสดงจุดยืนทางการเมือง ปชน.ควรเดินหน้าต่ออย่างน้อย 4 ด้าน
ศ.ปิ่นแก้วกล่าวว่า ประการแรก ควรยื่นหนังสือในลักษณะเดียวกันต่อสถานเอกอัครราชทูตเมียนมา เพื่อยืนยันว่ารัฐเจ้าของพื้นที่ซึ่งมีอำนาจออกสัมปทานและกำกับดูแลกิจการเหมืองก็ต้องร่วมรับผิดชอบ แม้จะทราบดีว่าศักยภาพของรัฐบาลเมียนมาในสถานการณ์ปัจจุบันมีข้อจำกัด แต่การดำเนินการเช่นนี้จะทำให้ข้อเรียกร้องมีความสมดุลและสอดคล้องกับหลักความรับผิดร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ประการที่สอง พรรคประชาชนควรกดดันรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลไทยต่างหากที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนไทย ไม่ว่าจะเกิดมลพิษจากประเทศใดก็ตาม ทั้งในด้านการเปิดเผยข้อมูล การติดตามผลกระทบต่อสุขภาพ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการใช้กลไกทางการทูตระหว่างประเทศ ซึ่งจนบัดนี้ ยังไม่เห็นท่าทีใดๆที่เป็นรูปธรรมจากรัฐบาลไทยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นมานานข้ามปีนี้
ประการที่สาม ควรผลักดันให้รัฐบาลไทยนำประเด็นนี้เข้าสู่เวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งในกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation: LMC) ซึ่งจีนเป็นสมาชิกเต็มตัว และกลไกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เพื่อให้เกิดการตรวจสอบร่วม การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ แม้กลไกเหล่านี้จะไม่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย แต่สามารถสร้างแรงกดดันทางการเมืองและการทูตได้มากกว่าการเจรจาแบบทวิภาคีเพียงลำพัง
สุดท้าย พรรคประชาชนควรติดตามผลจากหนังสือที่ยื่นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขอให้สถานทูตจีนเปิดเผยผลการดำเนินการ การสอบถามความคืบหน้า หรือการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะคุณค่าของการยื่นหนังสือไม่ได้อยู่ที่ “วันยื่น” แต่อยู่ที่กระบวนการติดตามหลังจากนั้น หากไม่มีการติดตาม การยื่นหนังสือก็อาจเหลือเพียงการแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง แต่หากมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถเปลี่ยนให้เป็นกระบวนการสร้างความรับผิดชอบ (accountability) ต่อทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน และรัฐบาลเมียนมาได้
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็น ‘,จุดจบ’ ของการเคลื่อนไหว แต่ควรเป็น จุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์การกดดันหลายระดับ (multi-level pressure strategy) ที่ใช้ทั้งการเมืองภายในประเทศ การทูตทวิภาคี และความร่วมมือระดับภูมิภาคควบคู่กัน จึงจะมีโอกาสผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรมได้” ศ.ปิ่นแก้ว กล่าว
