Search

เริ่มเปิดเขื่อนปากมูลสิ้นเดือน กค.ทยอยยกประตูทั้ง 8 บานแต่มีเงื่อนไขหากระดับน้ำโขงลดเหลือ 95 ม.ปิดทันที

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมปทุมวรราช ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการประชุมคณะทำงานบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูล เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝน พร้อมพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูล โดยมีหน่วยงานภาครัฐและผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วมประชุม เพื่อหารือร่วมกันระหว่างกลุ่มเกษตรกรและชาวประมง รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบทั้งพื้นที่เหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน ก่อนพิจารณาแนวทางการเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำมูล ควบคู่กับการคำนึงถึงวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูล

นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวเปิดประชุมว่า วันนี้ระดับน้ำแม่น้ำโขงที่สถานีบ้านห้วยสะคามอยู่ที่ 97.42 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) หลังจากทำระดับสูงสุดที่ 98.13 ม.รทก. เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ก่อนจะเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง ขณะที่สถานีวัดน้ำ M.7 มีระดับน้ำอยู่ที่ 107.86 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และมีอัตราการไหล 399 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวันที่ 16 กรกฎาคม ซึ่งมีอัตราการไหลสูงสุดอยู่ที่ 444 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 35.4 เขื่อนจุฬาภรณ์ร้อยละ 32.75 และเขื่อนสิรินธรร้อยละ 58.88 สำหรับหลักเกณฑ์การเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล มติคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ปี 2558 ซึ่งกำหนดให้เปิดประตูระบายน้ำทั้ง 8 บาน เมื่อเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง คืออัตราการไหลของแม่น้ำมูลที่สถานี M.7 มากกว่า 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือระดับน้ำแม่น้ำโขงที่สถานีบ้านห้วยสะคามสูงกว่า 95 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ติดต่อกัน 3 วัน เพื่อเปิดทางให้ปลาอพยพจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำมูลวางไข่ โดยก่อนเปิดประตูระบายน้ำจะต้องแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า 3 วัน และดำเนินการลดระดับน้ำประมาณ 10 วัน ก่อนเปิดประตูระบายน้ำเต็มรูปแบบ

“ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำย้อนหลัง โดยระบุในปี 2567 ได้ทดลองเปิดประตูระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน แม้จะเปิดเขื่อนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน แต่เมื่อปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีเพิ่มสูงกว่า 2,000-2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็ยังเกิดน้ำเอ่อล้นและน้ำท่วมได้ เนื่องจากแม่น้ำมูลบริเวณสถานี M.7 มีศักยภาพในการระบายน้ำได้ประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที”นายณรงค์ กล่าว

ในที่ประชุม นางสมปอง เวียงจันทร์ แกนนำสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูลกล่าวว่า ชาวประมงเฝ้ารอการเปิดเขื่อนปากมูลมาเกือบ 2 เดือนแล้ว เนื่องจากขณะนี้ปลาจากแม่น้ำโขงไม่สามารถอพยพเข้าสู่แม่น้ำมูลได้ หากพ้นฤดูกาลอพยพและวางไข่ จะส่งผลให้ปลาไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ และอาจกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงในระยะยาว ปลาเป็นแหล่งอาหารหลักของคนอีสานแถบลุ่มน้ำมูลขึ้นไป และเมื่อมีการเปิดเขื่อนปากมูลในอดีต พบว่าปลาสามารถอพยพขึ้นไปได้ไกลถึงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จึงเห็นว่าการเปิดประตูระบายน้ำในช่วงฤดูอพยพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำมูล

แกนนำสมัชชาคนจน กล่าวอีกว่า ชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งวังปลาหรือเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำไว้หลายสิบแห่ง เพื่อรอให้ปลาอพยพเข้ามาวางไข่ แต่หากเขื่อนยังไม่เปิด โอกาสที่ปลาจะเข้าสู่แม่น้ำมูลก็จะหมดลง แม้ว่าปริมาณน้ำในปีนี้จะไม่มาก แต่ปลาไม่ได้รอให้น้ำสูงจึงจะอพยพ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มีปลาจำนวนมากมารวมตัวบริเวณปากแม่น้ำมูลเพื่อรอการอพยพแล้ว

“ถ้าไม่มีการเปิดเขื่อน ชีวิตของคนหาปลาก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก พวกเราเคยคัดค้านการสร้างเขื่อนเพราะรู้ว่าจะกระทบต่อวิถีชีวิต วันนี้ไม่ได้เรียกร้องสิ่งอื่น ขอเพียงเปิดเขื่อนให้ปลาได้อพยพเข้ามาวางไข่ เพื่อให้คนหาปลายังมีโอกาสประกอบอาชีพและมีอาหารหล่อเลี้ยงครอบครัว” นางสมปอง กล่าว

ขณะที่นายอำนวย แสงจันทร์ ตัวแทนชาวบ้านพื้นที่ท้ายเขื่อนปากมูล กล่าวว่า การพิจารณาเปิด-ปิดประตูระบายน้ำควรยึดหลักข้อมูลที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพน้ำในปัจจุบัน โดยเห็นว่าไม่ควรใช้ระดับน้ำจากจุดวัดบ้านสะแก้วเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากปัจจุบันระดับน้ำได้รับอิทธิพลจากการระบายน้ำของเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบน ทำให้ระดับน้ำขึ้นลงผิดไปจากสภาพธรรมชาติ

นายอำนวยกล่าวว่า คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำควรคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนทั้งสองฝั่งของเขื่อนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะความต้องการเปิดเขื่อนเพื่อให้ปลาอพยพขึ้นไปเหนือเขื่อนเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงชาวบ้านที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนซึ่งต้องพึ่งพาน้ำจากปากมูลเช่นเดียวกัน

“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดเขื่อนรอน้ำนานถึง 3 เดือน ทำไมถึงไม่คิดถึงหัวอกคนที่อยู่ข้างล่างบ้าง ผมอยากให้คณะกรรมการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่อยากจะเปิดอย่างเดียว เพราะพวกผมก็ต้องใช้น้ำจากปากมูลเหมือนกัน” นายอำนวยกล่าว

ด้านนายมนตรี ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนปากมูล กล่าวว่า การเปิด ปิดเขื่อนปากมูลไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นผลจากการต่อสู้เรียกร้องของชาวประมงที่สูญเสียอาชีพ หลังจากการก่อสร้างเขื่อนทำให้ปลาไม่สามารถอพยพจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำมูลได้ ส่งผลให้ทรัพยากรประมงลดลงอย่างมาก

“เดิมทีชาวบ้านเรียกร้องให้รัฐจัดหาที่ดินทำกินเพื่อเปลี่ยนอาชีพ แต่เมื่อรัฐไม่สามารถดำเนินการได้ จึงมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้เปิดประตูระบายน้ำปีละ 4 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบและเปิดทางให้ปลาอพยพขึ้นมาวางไข่ โดยกำหนดช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน ซึ่งเป็นฤดูอพยพของปลา ก่อนที่ปลาจะอพยพกลับในช่วงปลายฤดูฝน”นายออฟ กล่าว

นายมนตรี กล่าวว่า เข้าใจข้อกังวลของชาวบ้านบางพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เปิดเขื่อน เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำแดงปลาจำนวนมากจะรวมตัวอยู่บริเวณท้ายเขื่อน ทำให้ชาวประมงในพื้นที่ท้ายเขื่อนสามารถจับปลาและสร้างรายได้จำนวนมาก โดยเฉพาะชุมชนบ้านห้วยไฮ แต่ในทางกลับกัน หากยังปิดประตูเขื่อนต่อไป ปลาก็จะไม่สามารถอพยพขึ้นไปยังพื้นที่เหนือเขื่อนได้ ส่งผลให้ชาวประมงที่อาศัยอยู่เหนือเขื่อนสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพและกระทบต่อการขยายพันธุ์ของปลา

“ผมเข้าใจพี่น้องที่อยู่ท้ายเขื่อน แต่คนที่อยู่เหนือเขื่อน หากปลาอพยพขึ้นมาไม่ได้ ก็ไปไม่รอดครับ” นายมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะทำงานบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูลมีมติเห็นชอบให้เริ่มเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ โดยจะทยอยยกบานประตูระบายน้ำทั้ง 8 บาน เพื่อเปิดทางให้ปลาอพยพเข้าสู่แม่น้ำมูลในช่วงฤดูวางไข่ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมกำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า การเปิดประตูระบายน้ำจะต้องรักษาระดับน้ำในแม่น้ำโขงบริเวณสถานีวัดระดับน้ำบ้านห้วยสะคามให้อยู่ที่ระดับ 97 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) เป็นเกณฑ์ และหากระดับน้ำลดลงเหลือ 95 ม.รทก. จะต้องปิดบานประตูระบายน้ำทันที