ภาณุภัทร จิตเที่ยง
ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวสารเกี่ยวกับร่างระเบียบฯ ว่าด้วยการเนรเทศ ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์จากประเทศมหาอำนาจ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเดินไปในทิศทางใด
เราเห็นภาพการขัดขวางมิให้ผู้ลี้ภัยการเมืองชาวจีนเดินทางไปยังประเทศที่สาม เห็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับร่างระเบียบฯ ว่าด้วยการเนรเทศคนต่างด้าว ตลอดจนกระแสต่อต้านแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนับวันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้ง ๆ ที่แรงงานเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนภาคธุรกิจและประคับประคองเศรษฐกิจไทยในหลายพื้นที่ ในเวลาเดียวกัน เรายังเห็นการเติบโตและเฟื่องฟูของเครือข่ายทุนสีเทา ขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ การพนันออนไลน์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่คนไทยและประชาชนทั่วทั้งภูมิภาค
ผมจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุใดอำนาจของรัฐและท่าทีของคนจำนวนหนึ่งในสังคมจึงดูขึงขังเมื่อเผชิญกับผู้ที่อ่อนแอที่สุด แต่กลับอ่อนแรงลงเมื่อต้องเผชิญกับผู้ที่มีเงิน มีเครือข่าย มีอิทธิพล และอาจมีอำนาจจากต่างประเทศหนุนหลัง
ความมั่นคงไม่ควรเริ่มต้นจากการหวาดกลัวผู้ที่ไม่มีอำนาจ
ผมเชื่อเสมอว่ารัฐย่อมมีหน้าที่ควบคุมชายแดนและคนเข้าเมือง รักษาความสงบเรียบร้อย และปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ แต่อำนาจรัฐต้องถูกตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเมื่อการตัดสินใจของรัฐอาจส่งผลโดยตรงต่อชีวิต เสรีภาพ และความปลอดภัยของมนุษย์
สำหรับร่างระเบียบฯ ว่าด้วยการเนรเทศ ซึ่งจัดทำขึ้นจากความห่วงกังวลเรื่องการบริหารจัดการคนเข้าเมือง คำถามสำคัญคือ เนื้อหาของร่างระเบียบฯ ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัย อย่างรอบด้านแล้วหรือไม่ ก่อนการส่งตัว รัฐจะประเมินความเสี่ยงอย่างจริงจังเพียงใดว่าบุคคลดังกล่าวอาจถูกทรมาน บังคับให้สูญหาย ประหัตประหาร หรือได้รับอันตรายร้ายแรงเมื่อถูกส่งกลับ บุคคลนั้นมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงและคัดค้านคำสั่งหรือไม่ และกระบวนการตัดสินใจมีความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้เพียงใด
การตั้งคำถามเหล่านี้มิได้มีเป้าประสงค์เพื่อขัดขวางการบังคับใช้กฎหมาย หากแต่เป็นการสร้างหลักประกันว่ารัฐจะไม่ใช้อำนาจอย่างผิดพลาดกับชีวิตของมนุษย์
สำหรับรัฐ การส่งคนหนึ่งคนออกนอกประเทศอาจเป็นเพียงคำสั่งทางปกครองฉบับหนึ่ง แต่สำหรับบุคคลที่ถูกส่งกลับ คำสั่งฉบับเดียวกันอาจหมายถึงการสูญเสียเสรีภาพ การถูกทรมาน หรือแม้กระทั่งการสูญเสียชีวิต
ความสง่างามของรัฐหนึ่งในประชาคมระหว่างประเทศมิได้วัดจากวิธีที่รัฐปฏิบัติต่อผู้มีอำนาจเท่านั้น หากยังวัดจากแนวทางที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่มีรัฐใดคุ้มครอง และไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขา
มนุษยธรรม คือ คุณค่าของความเป็นไทย
เมื่อนักวิชาการและภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ประเทศไทยคุ้มครองผู้ลี้ภัยหรือเคารพหลักมนุษยธรรม ข้อเรียกร้องเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นการนำมาตรฐานจากภายนอกเพื่อบังคับใช้กับสังคมไทย แต่แท้จริงแล้ว มนุษยธรรมมิใช่คุณค่าที่แปลกปลอมสำหรับสังคมของเรา หากเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าความเป็นไทยมาโดยตลอด
ประเทศไทยมิได้ถือกำเนิดขึ้นจากผู้คนเชื้อชาติ ภาษา หรือวัฒนธรรมเดียว หากแต่เติบโตจากการเดินทาง การโยกย้ายถิ่นฐาน การแลกเปลี่ยน การเริ่มต้นชีวิตใหม่ และการหลอมรวมของผู้คนหลากหลายพื้นเพ ผู้คนเชื้อสายจีน มอญ ลาว เขมร มลายู ญวน ตลอดจนกลุ่มชาติพันธุ์อีกมากมาย ค่อย ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และร่วมกันสร้างความเป็นไทยในแบบที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ความเป็นไทยจึงมิได้เกิดจากการปิดประตูต่อคนต่างชาติ ทว่าเกิดจากการยอมรับ ปรับตัว และอยู่ร่วมกับความแตกต่าง
ในห้วงเวลาของสงครามเย็น วิกฤตอินโดจีน และความขัดแย้งตามแนวชายแดน ประเทศไทยเคยเป็นพื้นที่พักพิงของผู้คนจำนวนมาก แม้ระบบของเราอาจไม่สมบูรณ์แบบ และการปฏิบัติในอดีตก็มีทั้งด้านที่ควรภาคภูมิใจและด้านที่ควรเรียนรู้ แต่ความเอื้อเฟื้อและการไม่ทอดทิ้งผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำเกี่ยวกับสังคมไทย แม้แต่คำว่า ‘ไทย’ ที่เราภาคภูมิใจ ก็มีความหมายผูกพันอยู่กับความเป็นอิสระและความเป็นไท ความเป็นไทจึงไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงเสรีภาพของรัฐที่จะใช้อำนาจ แต่ควรหมายรวมถึงการเป็นสังคมที่เคารพเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นด้วย
ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจต้องไม่ทำให้เราสูญเสียตัวตน
ที่ผ่านมา การปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยชาวจีนและชาวอุยกูร์ ชวนให้เราตั้งคำถามว่า แรงกดดันจากมหาอำนาจภายนอกกำลังกัดกร่อนหลักมนุษยธรรมและคุณค่าที่สังคมไทยเคยยึดถือหรือไม่
ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับจีนเพราะจีนเป็นทั้งคู่ค้าสำคัญ แหล่งการลงทุน และมหาอำนาจที่ไทยมิอาจละเลยได้ แต่ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ควรหมายถึงการยอมให้ประเทศใดเข้ามากำหนดมาตรฐานทางศีลธรรม หรือกำหนดว่าเราควรปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างไร
หากการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิต เสรีภาพ และความปลอดภัยของบุคคลเริ่มถูกกำหนดด้วยความต้องการของมหาอำนาจภายนอก หรือด้วยความปรารถนาที่จะทำให้มหาอำนาจสบายใจ เราจำเป็นต้องถามว่า นั่นคือการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือเป็นการยอมสูญเสียอิสระในการตัดสินใจของเราเอง
ทั้งนี้ อธิปไตยมิได้เป็นเพียงการรักษาพรมแดน หรือการปฏิเสธคำวิจารณ์จากภายนอก แต่ยังหมายถึงความสามารถของประเทศในการกำหนดว่าตนเองจะยืนอยู่บนคุณค่าใด
ประเทศไทยควรสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน สหรัฐอเมริกา และมหาอำนาจอื่น ๆ แต่ไทยต้องพร้อมยืนยันกับทุกชาติว่า การตัดสินใจภายในประเทศไทยต้องเป็นไปตามกฎหมาย ผลประโยชน์ของประเทศ และที่สำคัญที่สุด คือ คุณค่าที่สังคมไทยยึดถือ ความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจต้องไม่ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง
เราเข้มแข็งผิดที่และอ่อนแอผิดทางหรือไม่
ความกระอักกระอ่วนใจของผมยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อมองไปยังการจัดการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ในด้านหนึ่ง ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และผู้ที่หลบหนีการประหัตประหาร อาจถูกจับกุม ควบคุมตัว และส่งออกนอกประเทศได้อย่างรวดเร็ว คนเหล่านี้จำนวนมากไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีเครือข่ายทางการเมือง และแทบไม่มีอำนาจต่อรองกับรัฐ แต่อีกด้านหนึ่ง เครือข่ายทุนสีเทา ขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ การพนันออนไลน์ และการฟอกเงิน กลับสามารถแทรกซึมอยู่ในระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยได้เป็นเวลานาน
เครือข่ายเหล่านี้ไม่ได้ทำร้ายเพียงผู้ที่ถูกหลอกหรือบังคับให้ทำงานในศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์เท่านั้น แต่ยังฉ้อโกงประชาชน บ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเงิน และกัดกร่อนหลักนิติธรรมจากภายใน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานของไทยได้ดำเนินการหลายประการเพื่อจัดการกับเครือข่ายเหล่านี้ และเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยทำงานอย่างจริงจังท่ามกลางปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายประเทศ แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เครือข่ายอาชญากรรมจำนวนหนึ่งดำรงอยู่ได้เพราะมีผู้มีอำนาจ ผู้มีอิทธิพล หรือกลุ่มผลประโยชน์บางส่วนคอยเอื้ออำนวย และนี่คือภัยต่อความมั่นคงที่แท้จริง
น่ากังวลด้วยว่า มีท่าทีจากเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่ไม่ต้องการให้ใช้คำว่า “จีนเทา” ด้วยเหตุผลว่าไม่ควรผูกอาชญากรรมกับสัญชาติใด แม้การไม่เหมารวมประชาชนชาวจีนทั้งหมดเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความระมัดระวังเรื่องถ้อยคำก็ไม่ควรกลายเป็นการลดทอนข้อเท็จจริง หรือทำให้สังคมไทยไม่สามารถเรียกชื่อปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา
หากเราใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดกับคนที่ไม่มีทางสู้ แต่กลับไม่สามารถดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้ที่มีเงิน มีอิทธิพล และมีเครือข่าย คำว่า ‘ความมั่นคง’ ก็อาจถูกลดทอนเป็นเพียงภาษาที่ใช้รับรองการใช้อำนาจกับกลุ่มเปราะบาง สะท้อนภาพที่น่าเศร้ายิ่งนักว่า รัฐและสังคมดูเข้มแข็งต่อผู้หนีภัย แต่กลับอ่อนแรงเมื่อเผชิญผู้สร้างภัย
ประเทศไทยกำลังผลักคนออกไปในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังขาดคน
ความย้อนแย้งนี้มิได้มีเพียงมิติด้านสิทธิมนุษยชนหรือความมั่นคง หากยังปรากฏชัดในนโยบายแรงงานและโครงสร้างประชากรของประเทศ จำนวนเด็กที่เกิดใหม่ในไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สังคมสูงวัยขยายตัว และประชากรวัยทำงานก็กำลังหดตัวลง ส่งผลให้ไทยจะต้องการกำลังคนเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการผลิต บริการ เกษตรกรรม สาธารณสุข และงานดูแลผู้สูงอายุ
ในขณะที่เราพูดถึงการควบคุมคนต่างด้าว การส่งกลับ และการเนรเทศ ระบบเศรษฐกิจของเรากลับต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคการเกษตร ประมง ก่อสร้าง การผลิต งานบริการ ล้วนอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นกำลังสำคัญเพราะงานจำนวนไม่น้อยกำลังขาดแคลนแรงงานไทย ดังนั้น หากปราศจากแรงงานข้ามชาติ หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจก็แทบไม่สามารถเดินต่อไปได้
ดังนั้นสิ่งที่ รัฐไทยต้องคิดให้ถ้วนถี่ คือ เราจะวางระบบบริหารจัดการคนเข้าเมืองอย่างไร สำหรับผม นโยบายคนเข้าเมืองที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถแยกแยะได้ว่า ใครควรได้รับการคุ้มครอง ใครควรได้รับสถานะและโอกาสทำงาน ใครควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ และใครคือผู้กระทำความผิดที่ต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
การเหมารวมทุกคนไว้ใต้คำว่า ‘คนต่างด้าว’ ไม่เพียงสร้างความอยุติธรรม แต่ยังทำให้รัฐสูญเสียความสามารถในการมองเห็นภัยที่แท้จริง และปิดกั้นโอกาสของผู้ที่สามารถร่วมสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทยในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้การเปิดให้ผู้หนีภัยบางกลุ่มทำงานอย่างถูกกฎหมายจึงมิได้เป็นเพียงเรื่องของมนุษยธรรม แต่ยังเป็นนโยบายที่สมเหตุสมผลทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะบุคคลที่สามารถทำงานได้ไม่ควรถูกบังคับให้อยู่เฉย ๆ พึ่งพาความช่วยเหลือ หรือถูกผลักไสเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใต้ดินและการแสวงหาประโยชน์ การทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้บุคคลสามารถดูแลตนเอง ลดภาระของรัฐ และทำให้นายจ้างสามารถเข้าถึงแรงงานผ่านระบบที่โปร่งใส
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการ คือ ระบบบริหารจัดการคนที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจ ประชากร และความหลากหลายของผู้คนในสังคมไทย เราจำเป็นต้องเริ่มคิดใหม่ว่า คนต่างชาติบางส่วนที่อยู่ในสังคมไทยแล้วสามารถเป็นผู้ร่วมสร้างสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้ เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษของคนไทยจำนวนมากเคยทำมาในอดีต
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความมั่นคงกับมนุษยธรรม
ข้อถกเถียงเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและคนเข้าเมืองมักถูกทำให้ดูราวกับว่า ประเทศไทยต้องเลือกระหว่างความมั่นคงกับมนุษยธรรม หากให้ความคุ้มครอง เราจะสูญเสียความมั่นคง แต่หากต้องการความมั่นคง เราก็จำเป็นต้องละทิ้งมนุษยธรรม ผมไม่เห็นด้วยกับทางเลือกเช่นนั้น เพราะในความเป็นจริง เราสามารถควบคุมชายแดน พร้อมกับประเมินความเสี่ยงก่อนส่งบุคคลกลับ และเปิดให้ผู้หนีภัยทำงานภายใต้ระบบการขึ้นทะเบียนและการตรวจสอบที่ชัดเจน
สำหรับผม รัฐที่เข้มแข็งมิใช่รัฐที่สามารถจับกุมและส่งผู้ไม่มีอำนาจออกนอกประเทศได้รวดเร็วที่สุด แต่เป็นรัฐที่ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม สามารถแยกแยะผู้เสียหายออกจากผู้กระทำผิด กล้าจัดการกับผู้มีอิทธิพลอย่างเท่าเทียม และไม่ยอมให้แรงกดดันจากภายนอกหรือผลประโยชน์ภายในเปลี่ยนแปลงคุณค่าที่สังคมของตนยึดถือ
ท้ายที่สุด ผมมองว่ากรณีผู้ลี้ภัยชาวจีน ชาวอุยกูร์ ระเบียบฯ ว่าด้วยการเนรเทศ แรงงานข้ามชาติ ทุนสีเทา และเครือข่ายฉ้อโกง ล้วนเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน ทั้งหมดสะท้อนคำถามเดียวกันว่า เรากำลังใช้อำนาจของรัฐเพื่อปกป้องประชาชน หรือกำลังใช้อำนาจกับคนที่จัดการได้ง่าย ขณะที่ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลหลบอยู่หลังอำนาจเงิน เครือข่ายผลประโยชน์ รวมไปถึงแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุด อาจมิใช่การที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากมหาอำนาจ หากแต่เป็นการที่แรงกดดันนั้นทำให้เราค่อย ๆ ลืมรากฐานของสังคมไทย ลืมว่าความเป็นไทยเติบโตขึ้นจากความหลากหลาย ความเอื้อเฟื้อ และการหลอมรวมผู้คนจากต่างถิ่น
สำหรับประเทศไทย ผมเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเป็นรัฐที่มั่นคงกับการเป็นรัฐที่มีมนุษยธรรม เพราะประวัติศาสตร์ของเราพิสูจน์มาแล้วว่า ทั้งสองสิ่งสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
หากวันหนึ่งเราเชื่อว่าผู้หนีภัยคือภัยต่อชาติ ขณะที่กลับยอมรับว่าผู้สร้างภัย ผู้มีอิทธิพล และอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่กำลังถูกเนรเทศออกจากประเทศไทยอาจมิใช่เพียงคนต่างด้าว หากยังรวมถึงมนุษยธรรม ความเป็นธรรม และคุณค่าที่หล่อหลอม ‘ความเป็นไทย’ มาจนถึงทุกวันนี้
———-
*ภาณุภัทร จิตเที่ยง เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดำรงตำแหน่งผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
