เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้มีเวทีเสวนาสาธารณะและแลกเปลี่ยนเชิงลึก “มองสถานการณ์ชายแดนใต้ซีซั่นใหม่-ข้อท้่าทายและความหวัง” โดยวิทยากรนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการเฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ DSW, ผศ.ดร.รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัช อาจารย์สถาบันสันติศึกษา, น.ส.ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้, นายรอมซี ดอฆอ ประธานสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ CAP ดำเนินรายการโดย น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และ นายซาฮารี เจ๊ะหลง The Motive
ทั้งนี้เสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการประชุมปฎิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสื่อมวลชน สื่อภาคพลเมืองและสื่อสาธารณะเพื่อสันติภาพ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้สื่อข่าวกว่า 30 คนจากภูมิภาคต่างๆ และ กทม.เข้าร่วมรับฟังข้อเท็จจริงและลงพื้นที่เจาะลึกในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า ข้อมูล 21 ปี พบว่ามีเหตุการณ์ความไม่สงบ 23,827 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 7,830 คน บาดเจ็บ 14,879
บางช่วงสถานการณ์ลดลงซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงที่มีการพูดคุย โดยภาพรวมสถานการณ์เป็นไปในทางที่ดี ปัจจัยด้านนโยบายของรัฐบาลทุกสมัยมุ่งเน้นให้ความสำคัญ ในรูปของงบประมาณที่จัดการปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วง 23 ปี มีงบประมาณลงมาแล้วกว่า 513,000 ล้านบาท ในขณะที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ
“การพูดคุยเพื่อสันติภาพอาจบอกได้ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2556 แต่รัฐบาลก่อนหน้านั้นเคยมีการพูดคุยอยู่บ้าง แต่การพูดคุยในปี 2556 เกิดขึ้นหลังความรุนแรงปี 2547 และเป็นความเห็นพ้องต้องกันที่จะพูดคุยกัน ภายในกรอบของรัฐธรรมนูญไทยเท่านั้น แม้ข้อเสนอ 5 ข้อจาก BRN ในครั้งนั้นจะไม่เป็นที่ยอมรับ และยังไม่ถือว่าเป็นข้อตกลงร่วมกัน แต่ถือเป็นเอกสารทางการที่ชัดเจนที่สุดของการพูดคุยที่ผ่านมา จนกระทั่งในปี 2557 ที่มีการรัฐประหารเปลี่ยนรัฐบาล” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2556 มีข้อตกลงสำคัญ 4 ครั้ง จนในปี 2566 การพูดคุยหยุดชะงักลง เพราะมีการเลือกตั้ง จนในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มีการตั้งนายฉัตรชัย บางชวด มาเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย และคุยกันอีกครั้งในวันที่ 7 ก.พ.2567 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ หลังจากนั้นในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร การพูดคุยยุติลงเพราะไม่มีการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่ จนในยุคอนุทิน 1 ได้แต่งตั้งพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา มาเป็นหัวหน้าคณะพุดคุยคนใหม่ และสิ้นสุดลงหลังการเลือกตั้งในปี 66 โดยรัฐบาลอนุทิน 2 ได้แต่งตั้งนายฐธัตถ์ สุวรรณานนท์ มาเป็นหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุุข ในปี 2569
นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ตนทำหน้าเป็นหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข ไม่ใช่คณะพูดคุยฯแล้ว และมีกรอบข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างคณะพูดคุยฝ่ายไทยกับ BRN 3 เรื่อง คือ 1.การยุติความรุนแรง 2.การปรึกษาหารือสาธารณะ 3.ข้อตกลงใจทางการเมือง ซึ่งตนได้นำมาเริ่มต้นพูดคุยกับฝ่ายเราเอง เป็นที่มาของการลงพื้นที่มาพูดคุยกับภาคประชาสังคม ซึ่งได้สาระสำคัญถึงสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งก็หมายถึงการยุติความรุนแรง การแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจ ที่อาจเกี่ยวกับการปรึกษาหารือ ทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงการศึกษา และพบว่ายังมีปัญหาสำคัญเรื่องยาเสพติดด้วย
นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ตนได้นำข้อเสนอแนะจากคนในพื้นที่ ซึ่งรวมไปถึงนักการเมือง สส. นักวิชาการ นำไปพูดคุยกับฝ่าย BRN ซึ่งในการพบกันครั้งแรกได้บอกกับทาง BRN ว่าขอคุยในฐานะประชาชนคนไทย
“ผมขอเริ่มใหม่ ผมเป็นหัวหน้าการพูดคุย มาตัวคนเดียว กับฝ่ายเทคนิคที่ทำงาน ผมไม่มีคำว่าเจรจาต่อรอง no deal ขอมาทำงานร่วมกันว่าจะทำให้ในพื้นที่สงบสุขอย่างไร เขาทำท่าเชื่อดีไม่เชื่อดี แต่ก็เริ่มปรับกันได้ เราเอาใจกับใจคุยกัน เขาเป็นคนไทย การทำงานไม่ใช่ทางทหาร ไม่ใช่เจรจาต่อรอง แต่เป็นคนไทยและคนไทย ที่ห็นต่างกัน ซึ่งอาจมาจากความไม่ยุติธรรม ความบีบคั้น ซึ่งเขาสอบถามว่าทางการไทยยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตใช่ไหม ผมบอกว่า ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไม่ได้หรอก แต่นี่คือเป็นประตูก้าวแรกที่ได้คุยกัน จึงเริ่มมีการหารือทางเทคนิค” นายฐนัตถ์ กล่าว
หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข กล่าวว่า ในการพูดคุยล่าสุด มีการหารือถึงการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งตนไม่อยากเรียกว่า Safty Zone แต่ยังไม่ตกลงว่าจะเรียกชื่ออะไร อาจเป็น ‘พื้นที่สันติสุข’ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือว่าจะกำหนดใน 37 อำเภอ 10 อำเภอ อาจเป็น 40 วัน หรือ อาจจะกี่วัน อยู่ระหว่างการพูดคุยของฝ่ายเทคนิค และตนจะนำมาสอบถามคนในพื้นที่ด้วย ก่อนจะไปบอกกับ BRN ว่าเอาแบบนี้
นายฐนัตถ์ ยังเปิดเผยถึง โครงสร้างการทำงานหรือ Blue print ของตนเองในฐานะหัวหน้าการพูดคุย อาจไปพูดคุยคนเดียว แต่มีคณะทำงาน ซึ่งมี 3 ฝ่าย ทั้ง 1.ทีมฝ่ายเทคนิคเดิม 13 ปีที่ผ่านมา 2.การรักษาความปลอดภัย ซึ่งมี กอ.รมน.ภาค 4 รวมถึง ทหารและตำรวจ และ 3 ทีมงาน หน่วยข่าวกรอง ในฐานะที่ตนเป็น ผอ.สำนักข่าวกรองด้วย
“การพูดคุยที่เริ่มมาแล้ว ผมตั้งใจว่าในเดือนกันยายนนี้ จะเป็นหมุดหมายแรก ที่จะเดินหน้าเป็นรูปธรรมในปลายเดือนกันยายน ซึ่งจนกว่าจะถึงวันนั้นก็ต้องมีการรับฟังภายในให้มากด้วย”
ผู้สื่อข่าวถามว่าคนที่พูดคุยด้วยเป็นตัวจริงใช่หรือไม่ หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข ยืนยันว่า เป็นตัวจริง ซึ่งที่เชื่อมั่นเพราะได้ตรวจสอบด้วยสัญญาณบางอย่าง ทั้งการพูดคุยต่อเนื่องของฝ่ายเทคนิค การมีเงื่อนไขในการพูดคุย หรือข้อเสนอที่ไม่ลดราวาศอก เป็นต้น จึงมีสัญญาณที่เชื่อได้กว่า 80 % ว่าเป็นตัวแทนจริง
หัวหน้าคณะการพูดคุย กล่าวว่า นอกจาก BRN แล้ว ตนก็ได้พูดคุยกับทุกกลุ่ม ไม่ทิ้งกลุ่มใด จะคุยให้มากที่สุด และกระบวนการพูดคุยที่เป็นอยู่ เป็นการพูดคุยจริง แต่ยอมรับว่า เป็นการพูดคุยแบบไทยไทย ตามที่มีการตั้งคำถาม
“ผมคิดว่าเป็นการพูดคุยแบบไทยไทย แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ต้องผ่านกระบวนการสันติภาพสากล ผมยืนยันได้ว่า ความตั้งใจรัฐบาลมีจริงๆ ผมเดินไปตามนโยบายรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ตั้งใจจริง ท่านนายกฯ ยืนยันรัฐบาลไทย มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการยุติความรุนแรง” หัวหน้าการพูดคุย กล่าว
หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข กล่าวว่าการใช้ความรุนแรงของรัฐกับประชาชน ตนก็ต้องไปต่อสู้บอกกล่าวว่า ต้องปรับสภาพต้องลดลง ไม่เอามาเป็นเงื่อนไขในการปราบหนัก ส่วนปัญหาสงครามข่าวสารเรื่อง IO ต้องยอมรับว่ามีการใช้กันทั้งสองฝ่าย แต่ตนก็อยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ IO เพราะภาคใต้ไม่ใช่สงคราม จะพยายามสื่อสารให้หยุดการใช้ IO ใส่ร้ายกัน
นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวว่า ศอ.บต.เป็นหน่วยงานการพัฒนาที่มีบทบาทในพื้นที่ก็ต้องทำงานในกรอบสันติภาพ ที่คำนึงถึงวิถีชีวิตและคุณภาพชีวิตด้วย เช่นการคำนึงถึงอัตลักษณ์ และในบทบาทที่เชื่อมกับการพูดคุย จะมีมติใหม่ใดบ้างที่จะทำได้ ทางเลขาธิการ ศอ.บต.ก็ให้ทำตรงนี้ ซึ่งอาจทำในเรื่องกลไกที่จะช่วยแก้ปัญหาเช่น กรณีสถาบันปอเนาะ จะมีการทำงานร่วมกันของ คณะกรรมการขับเคลื่อนการศึกษา เป็นต้น
น.ส.ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่ากระบวนการสันติภาพมีข้อท้าทายหลายประการ ทั้งการใช้มาตรการทางกฏหมาย โดยเฉพาะกฏหมายปิดปาก ตนอยากให้ยกเลิกและยกฟ้องไป รวมถึงการปิดล้อมตรวจค้น การใช้ IO ที่ลุกลามมาถึงนักวิชาการและภาคประชาสังคม การพูดถึงประวัติศาสตร์โดยปราศจากความรู้ จึงอยากให้ประชาชนชายแดนใต้ ต้องไม่วางเฉย ต้องสนใจการพูดคุย แม้เราไม่คาดหวังเพราะผิดหวังมาตลอด แต่เราไม่เคยหมดหวังกับการสร้างสันติสุขและสันติภาพ จึงหวังว่าสื่อมวลชนจะช่วยกันถ่ายทอดเรื่องนี้ให้มาก
นายรอมซี ดอฆอ ประธาน CAP กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางหัวหน้าการพูดคุยลงมาคุยได้แลกเปลี่ยนพบเจอ ให้ข้อเสนอไปแล้ว ดังนั้นซีซั่นใหม่ การมองสถานการณ์ใหม่ มีความท้าทาย มีข้อจำกัดและความหวัง ซึ่งการเจรจาในปัจจุบันนี้ ทำให้มีเฉพาะคู่ขัดแย้ง ต้องลงมาสู่ภาคประชาชน จริงๆ ทำให้ประชาชน รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ ในฐานะหุ้นส่วนของสันติภาพ ตราบใดที่ให้เป็นเรื่องของรัฐกับประชาชน ก็จะเป็นแบบนั้น
“แม้เราฟังหัวหน้าการพูดคุย พยายามปรับรูปแบบ มาเป็นแบบไทยไทย จึงไม่อยากให้หดหู่ เพราะมันถอยหลัง แต่ก็ต้องเชื่อมั่นว่ากระบวนการสันติภาพต้องไปข้างหน้าให้ได้ แม้จะริบหนี่ เราในฐานะภาคประชาชนไม่เห็นทางออกอื่นแล้ว นอกจากการใช้การพูดคุย โจทย์สำคัญ เราต้องยอมรับความจริงว่าปัญหาจริงๆ รากเหง้าความขัดแย้ง วิธีการต้องชัดเจนด้วย จะไม่ลดทอนความเชื่อในสังคม” นายรอมซี กล่าว
ผศ.ดร.รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัฐ อาจารย์สถาบันสันติศึกษา กล่าวว่าข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาสันติภาพฯ ที่จัดทำรายงานไปแล้ว จึงอยากผลักดันให้เกิดขึ้น เช่น รัฐต้องมีเจตจำนงทางการเมืองให้กระบวนการสันติภาพเป็นแกนกลาง นายกรัฐมนตรีต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองทางสาธารณะ ให้รัฐบาลตั้งศูนย์บูรณาการสันติภาพ ให้เป็นกลไก และกำกับการสั่งการหน่วยงานของรัฐทั้งหมด ให้ตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางกระบวนการสันติภาพ ปรับปรุง พ.ร.บ.ศอ.บต.ซึ่งควรมีอำนาจหน้าที่ในการสร้างสันติภาพ การยกเลิกกฏหมายในพื้นที่ รวมถึงกฏหมาย SLAPP และการลอยนวลพ้นผิด และการเปิดประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง
