Search

เกษตรกร/ผู้ใช้น้ำสุดอัดอั้น-รัฐเพิกเฉยไม่ยอมแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำ-เผยยอมตายผ่อนส่งสวมถุงมือถุงเท้าทำนา-สว.เตรียมใช้เวทีรัฐสภาอาเซียนผลักดัน

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้จัดเวทีเสวนา ร่วมฟังร่วมคิดหาทางออกแหล่งน้ำเชียงราย โดยมีตัวแทนภาคประชาชน เกษตรกร นักวิชาการ และผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้บริหารท้องถิ่น สส. และ สว. จังหวัดเชียงรายเข้าร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์สำนักวิชานวตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ดร.เนรมิตร จิตรรักษา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มร.ชร.)

ทั้งนี้กิจกรรมเริ่มต้นด้วยเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำ โดย นายปฐมพงษ์ ฤทธิแผลง ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำฝากเชียงรายฝั่งขวา กล่าวว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2567 เป็นต้นมา น้ำท่วม กระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งสภาพดินส่วนใหญ่ลุ่มน้ำกกเป็นดินเหนียวทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยชนิดอื่นได้ ทุกวันนี้ชาวนาต้องยอมเสี่ยงชีวิตทำนาต่อ ปกป้องตัวเองด้วยการสวมถุงมือและถุงเท้ายาวลงแปลงนา อย่างน้อยขอเสนอให้ภาครัฐผลักดันโครงการน้ำบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรอย่างจริงจังในทุกแปลงนา

ขณะที่ นายทองคำ อินพรหม ประธานกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านเมืองชุม ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย กล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจต่อท่าทีของรัฐบาล ว่า รัฐบาลยังคงนิ่งเฉยต่อความทุกข์ร้อน รัฐปล่อยให้ประชาชนรับกรรมสะสมสารพิษผ่านดินและการบริโภคน้ำทุกวันจนเหมือนสภาพ “ต๋ายง่อน ต๋ายแง่น” (ตายผ่อนส่ง) จึงอยากเร่งรัดให้หาแหล่งน้ำในประเทศ พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความล่าช้าของโครงการอ่างเก็บน้ำแม่น้ำคำที่ยังไม่คืบหน้า

ด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่านี่คือเรื่องคอขาดบาดตายที่กระทบต่อชีวิตลูกหลานและอนาคต ซึ่งจะรอให้คนอื่นมาแก้ไม่ได้ แม้จะเป็นปัญหาระดับข้ามพรมแดนแต่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง โดยล่าสุดเครือข่ายภาคประชาชนเชียงของได้ทำข้อมูลร่วมกับนักวิจัย และนักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) พบความจริงที่น่าตกใจว่า มีสารปรอทปนเปื้อนสูงในปลาเกือบทุกชนิด รวมถึงพืชริมน้ำก็มีการปนเปื้อน โดยทางเชียงของเตรียมจะเสนอจัดทำ แผนเฝ้าระวังระดับอำเภอเชื่อมโยงสู่จังหวัดผ่านการร่วมมือกับ รพ.สต. และรพ.เพื่อสร้างกลไกการมีส่วนร่วมและปลุกให้สังคมตื่นตัว ลดความชินชาต่อภัยพิบัติ

ขณะที่นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เชียงรายเป็นเมืองเกษตรที่มีระบบลุ่มน้ำเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ทั้งลุ่มน้ำกก น้ำลาว และน้ำแม่กรณ์ การแก้ปัญหาสารพิษข้ามแดนจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย “เหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1” แต่ท้องถิ่นต้องพยายามปรับตัวและสร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน ที่ผ่านมา เทศบาลนครเชียงรายได้ประสานความร่วมมือกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และกรมชลประทาน เพื่อจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ พร้อมทั้งเตรียมสร้างความสัมพันธ์ในลุ่มน้ำโขง โดยดึงผู้ว่าการเมืองสิบสองปันนาของจีนมาร่วมมือกันในอนาคต

ขณะที่ นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย กล่าวถึงความคืบหน้าแผนงานว่า กปภ. กำลังเร่งดำเนินโครงการย้ายแหล่งน้ำดิบหนีสารปนเปื้อนไปที่ “ฝายแม่ลาว” โดยจะสร้างโรงกรองน้ำใหม่ขนาดกำลังผลิต 4,400 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และวางท่อขยายเส้นทางอีก 22 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 24 อปท. คาดว่าจะเปิดประมูลงานได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และประชาชนชาวเชียงรายจะได้ใช้น้ำสะอาดอย่างแท้จริงในปี 2571–2572 ทั้งนี้ได้ประสานงานกับกรมชลประทานแล้ว ยืนยันว่าการประปาดึงน้ำไปใช้เพียงร้อยละ 11 หรือราว 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือนเท่านั้น จึงไม่กระทบต่อภาคการเกษตรอย่างแน่นอน

นางสาวมนทิชา ไชยบาล สส.เชียงราย กล่าวว่า ขอสนับสนุนการย้ายแหล่งน้ำดิบประปาว่าเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ยังคงเป็นห่วงพื้นที่ เชียงแสน แม่สาย และเชียงของ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นระบบประปาชุมชน เสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจากับรัฐบาลเมียนมาและรัฐฉาน อีกทั้งเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันวิเคราะห์ชนิดพืช ดิน น้ำ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยให้ กมธ. ที่ดิน และกลุ่มอาสาสมัครร่วมติดตามขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด

นายพลวัต ตันศิริ สว.เชียงราย กล่าวว่า ขณะนี้ตนเตรียมจะใช้เวที “สมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA)” ในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ ผลักดันบรรจุหัวข้อวิกฤตแม่น้ำเข้าสู่วาระ เพื่อทำให้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในระดับสากล พร้อมแนะให้รัฐส่งงบประมาณสนับสนุนสนับสนุนให้ กปภ. ไปเป็นพี่เลี้ยงแก่ “ระบบประปาชุมชน” จากความเสี่ยงของสารหนูที่อาจปนเปื้อนในน้ำบาดาลในรัศมี 50 เมตรจากแม่น้ำสายหลักนั้น ทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะส่งทีมลงพื้นที่ตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างละเอียดภายใน 2-3 วันนี้

น.ส.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สว.เชียงราย กล่าวถึงมิติด้านสิทธิมนุษยชนสากลว่า การที่รัฐบาลไทยจะเลือกตอบหรือไม่ตอบคำถามขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในประเด็นมลพิษข้ามแดนนี้ จะมีผลผูกพันและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคตอย่างแน่นอน

นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง” กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า ปัญหามลพิษข้ามแดนครั้งนี้มีความซับซ้อนและยาวนานไม่ต่างจากกรณีเหมืองแร่ตะกั่วปนเปื้อนที่ห้วยคลิตี้ ซึ่งไม่มีทางจบลงง่ายๆ พร้อมเสนอให้ใช้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle หรือ PPP)

“เราต้องเรียกร้องให้ สส. และ สว. ช่วยกันผลักดันงบประมาณภัยพิบัติเพิ่มเติมให้แก่ อปท. เพราะงบประมาณปัจจุบันไม่เคยพอ และขอเสนอนายกรัฐมนตรี ให้จัด ครม. สัญจรเชียงราย ตลอดจนประสานเอกอัครราชทูตและองค์กรระหว่างประเทศเพื่อดึงประเทศจีนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ” ครูแดง กล่าว