
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า กองทัพพม่ายังคงเดินหน้าเพิ่มการโจมตีทางอากาศและการรุกในภาคพื้นดินในฐานที่มั่นของฝ่ายต่อต้านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อีกด้านหนึ่งได้ซ้อมรบกับกองทัพรัสเซียที่กรุงเนปีดอว์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ด้านนักวิเคราะห์ทางการเมืองและทางทหารของพม่าได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Development Media Group แนะให้ฝ่ายต่อต้านจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในสนามรบ รวมถึงในด้านเทคโนโลยี หลังกองทัพพม่าดึงทหารรัสเซียเข้ามาร่วมทางทหาร
ทั้งนี้ทหารพม่าและทหารรัสเซียได้ร่วมฝึกซ้อมรบในชื่อปฏิบัติการ “Tiger‑2026” ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองหลวงเนปีดอว์ระหว่างวันที่ 6 – 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งการซ้อมรบมุ่งเน้นไปที่ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย การต่อต้านโดรน การโจมตีทางยุทธวิธีในสภาพแวดล้อมเขตร้อน การโจมตีโดยเฮลิคอปเตอร์และปฏิบัติการซุ่มยิง นอกจากนี้ กองกำลังของทั้งสองชาติยังฝึกการอพยพผู้บาดเจ็บภายใต้สถานการณ์การถูกยิงด้วย
มีรายงานด้วยว่า ผู้นำระดับสูงของรัฐบาลทหารพม่า ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายพลเยวินอู รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายพลจ่อสว่าลิน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายพลตุนอ่อง และนายทหารระดับสูงคนอื่นๆเข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้ด้วย โดยมี ระบบอาวุธขั้นสูงและโดรนที่ผลิตโดยรัสเซียก็ถูกนำมาจัดแสดงในระหว่างการฝึกซ้อมด้วย
ขณะที่นักวิเคราะห์ทางการเมืองและทางทหารของพม่ากล่าวว่า การฝึกซ้อมดังกล่าวบ่งชี้ว่ากองทัพพม่ากำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต และเตือนกองกำลังต่อต้านไม่ให้ประมาทความสำคัญของการฝึกซ้อมครั้งนี้ของกองทัพรัสเซียและกองทัพพม่า
ร.อ.ซินยอว์ อดีตนายทหารพม่าที่เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน (CDM) ซึ่งเป็นการรณรงค์ต่อต้านรัฐประหารที่ข้าราชการปฏิเสธที่จะรับใช้ระบอบทหาร กล่าวว่า กลุ่มต่อต้านควรพัฒนากลยุทธ์ตอบโต้เพื่อตอบสนองต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่เพิ่มมากขึ้นของกองทัพพม่า
“ความสามารถที่พวกเขากำลังแสดงให้เห็นในขณะนี้ อาจไม่ได้หมายความว่า จะต้องถูกนำไปใช้ในสนามรบในชั่วข้ามคืน ผมมองว่านี่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามในอนาคต แต่กองกำลังต่อต้านไม่ควรประมาทต่อพัฒนาการเหล่านี้ ในช่วงแรกของการปฏิวัติ กลุ่มต่อต้านได้เปรียบด้วยเทคโนโลยีโดรนและได้สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่กองทัพพม่า จากนั้นกองทัพพม่าก็ปรับตัว ขยายขีดความสามารถด้านโดรนของตนเอง และจัดตั้งหน่วยโดรนโดยเฉพาะขึ้นมา” ร.อ.ซินยอว์ กล่าว
ร.อ.ซินยอว์กล่าวว่า กองทัพพม่าเพิ่งเปิดตัวยานพาหนะภาคพื้นดินไร้คนขับ แต่ยังไม่มีการใช้งานอย่างกว้างขวางในการสู้รบ และดูเหมือนว่ามีจุดประสงค์เพื่อการจัดแสดงทางพิธีการและปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในกรุงเนปีดอว์เป็นหลักเท่านั้น
“ในขณะที่รัฐบาลเผด็จการทหารยังคงขยายขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของตน กองกำลังต่อต้านก็จำเป็นต้องเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยเช่นเดียวกัน รวมถึงเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยยูเครน ซึ่งเป็นคู่แข่งในสนามรบของรัสเซีย” เขากล่าว
ด้านนักวิเคราะห์คนอื่นๆกล่าวว่า กองกำลังต่อต้านควรติดตามการฝึกซ้อมทางทหารครั้งล่าสุดอย่างใกล้ชิด ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นการฝึกที่ก้าวหน้ากว่าการฝึกซ้อมร่วมกันระหว่างพม่าและรัสเซียในครั้งก่อนๆ แม้ว่ากองทัพพม่าจะยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอาวุธท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในประเทศก็ตาม โดยเตือนว่ากองกำลังต่อต้านควรระมัดระวังอยู่เสมอ เนื่องจากกองทัพพม่าอาจพยายามจัดหาอาวุธที่ผลิตในรัสเซียเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรบ
นายอูอองมินอู บรรณาธิการบริหารของสำนักข่าว Development Media Group และเป็นนักวิเคราะห์ทางการเมืองกล่าวว่า แม้กองทัพพม่ายังคงมีข้อบกพร่องที่สำคัญทั้งในด้านเทคโนโลยีทางการทหารและระบบอาวุธ แต่กองทัพพม่าอาจเริ่มใช้ยานไร้คนขับสำหรับภารกิจลาดตระเวนภายในดินแดนที่ควบคุมโดยองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ จากนั้นกองทัพสามารถดำเนินการโจมตีทางอากาศตามมาได้โดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองที่พวกเขารวบรวมได้
“เราจำเป็นต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ากองทัพพม่าจะนำยุทธวิธีทางการรบที่เรียนรู้จากรัสเซียไปใช้ในปฏิบัติการโจมตีในอนาคตอย่างไร การพัฒนาเหล่านั้นอาจสร้างความท้าทายใหม่ๆ ให้กับกองกำลังต่อต้านและกลุ่มติดอาวุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพพม่าอาจนำเทคโนโลยีใหม่และอาวุธขั้นสูงมาใช้ในสนามรบในรัฐอาระกัน (รัฐยะไข่) ดังนั้นกลุ่มต่อต้านจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ” เขากล่าว
ทั้งนี้ รัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของรัฐบาลทหารพม่า และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นผู้จัดหาเครื่องบินรบ เทคโนโลยีโดรน และยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่นๆที่สำคัญให้กับกองทัพพม่า ขณะที่พม่าตกอยู่ในความขัดแย้งทั่วประเทศนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 หลังจากสูญเสียการควบคุมเมืองมากกว่า 100 เมืองให้กับกองกำลังต่อต้านและองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ กองทัพพม่าได้เปิดฉากการโจมตีตอบโต้ฝ่ายต่อต้านทั่วประเทศ เช่นเดียวกัน กองทัพพม่ายังได้รับการสนับสนุนจากจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่งที่รักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพพม่ามาโดยตลอด