ธนก บังผล
วัดที่พักสงฆ์แหลมนก (ธ.) ธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.บานา อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี เริ่มก่อตั้งเป็นพระสำนักสงฆ์เมื่อปี 2449 ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “วัดแหลมนก”
วัดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่ญาติโยมร่วมใจกันทำบุญก่อสร้างคือเจดีย์ชเวดากองจำลอง และหลวงพ่อทันใจ ด้วยการจ้างช่างฝีมือจากพม่าเข้ามาดำเนินการเป็นการเฉพาะ
นอกจากวัดแหลมนกจะได้รับการอุปัฏฐากโดยพุทธศาสนิกชนชาวพม่าและชาวบ้านท้องถิ่นแล้ว ที่นี่ยังมีศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กๆลูกแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นภาษาพม่ากับเด็กๆ ที่เกิดในประเทศไทย จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจากนั้นเด็กๆจะไปศึกษาต่อในโรงเรียนไทย มีบางส่วนอาจย้ายกลับไปพม่าตามพ่อแม่
ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้สร้างมาได้ประมาณ 10 ปีแล้ว บางปีในชุมชนมีเด็กมาเรียนถึง 80 คน แต่บางปีก็มีเพียง 50 คนเท่านั้น โดยค่าจ้างครูนำมาจากผู้ปกครองช่วยกันลงขัน
นายออง ซาว เตด หรืออ้วน อายุ 42 ปี ชาวบ้านแหลมนกเชื้อสายพม่าบอกว่า การเข้าเรียนในโรงเรียนไทยของเด็กชุมชนบ้านแหลมนก เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะระบบการศึกษาต้องใช้ใบสูติบัตร แต่ตอนนี้เข้าเรียนได้ตามปกติแล้ว
“ประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว มีครูอยู่คนหนึ่งเห็นว่าเด็กในหมู่บ้านเตร็ดเตร่ไปมา เขากลัวว่าเดี๋ยวติดเหล้าติดยาอะไรแบบนี้ ทีแรกแกก็เริ่มสอนที่ซอย 2 ก่อน สอนได้ประมาณเดือนนึง ชาวบ้านร้องเรียนเรื่องเสียงดัง เด็กประมาณ 10-20 คนได้ เขาแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ทางมูลนิธิรักษ์ไทยก็เข้ามาประสานกับทางวัด ขอพื้นที่ตรงศาลาเก่า แต่ก่อนด้านหลังวัดเป็นป่าหมดเลย เป็นพื้นที่หนองน้ำ เราก็ขอเจ้าอาวาสแล้วก็สร้างศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมา” นายอ้วนย้อนจุดเริ่มต้น ซึ่งการสร้างศูนย์เรียนรู้เพียงแค่ต้องการจะให้เด็กมีการศึกษา
นางดวงใจ มณีรัสยากร อายุ 58 ปี อาชีพค้าขาย ผู้อาสาเข้ามาเป็นไวยาวัจกรเพื่อดูแลวัด อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องสอนหนังสือเด็กเป็นภาษาพม่าว่า เมื่อก่อนเด็กบางคนไม่ได้เข้าโรงเรียนไทย บางครอบครัวพ่อแม่ทำงานเป็นแรงงานประมงที่สะพานปลา พ่อแม่เขาไม่สนับสนุนให้ไปโรงเรียน เราเลยต้องให้เรียนแบบนี้ พอจบชั้น ป.5 จึงย้ายไปเข้าโรงเรียนไทยต่อ ซึ่งมีโครงการของนักศึกษา มอ.ปัตตานี เข้ามาส่งเสริมเรื่องหลักสูตรการสอนให้กับเด็กนักเรียนด้วย
นั่นทำให้เด็กๆในชุมชนบ้านแหลมนกที่พูดอ่านภาษาไทยได้อยู่แล้ว เนื่องจากเกิดที่ จ.ปัตตานี สามารถอ่านเขียนภาษาพม่าได้ด้วย โดย มอ.ปัตตานี เข้ามาทำโครงการเสริมหลักสูตรการเขียนอ่านภาษาไทยให้เพิ่มเติม
“นักศึกษาของ มอ. ที่เขามีโครงการเข้ามาช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่มาทุกๆปีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จะพานักศึกษาเรียนรู้อยู่คลุกคลีกับเด็กประมาณ 1 สัปดาห์ มาเรียนรู้การเป็นอยู่ของเด็ก เก็บข้อมูลเพื่อไปทำงานต่อ” นายอ้วน กล่าวเสริม
นางดวงใจ ยืนยันว่าเด็กๆลูกหลานแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ พูดไทยได้ ใช้ภาษาไทยตามปกติ แต่บางทีอาจจะเขียนไม่ได้ โดยปัจจุบันจำนวนเด็กที่กำลังเรียนอยู่ไม่มากเท่าในอดีต เนื่องจากจบประถม 5 แล้วต้องไปเรียนต่อโรงเรียนทั่วไปตามระบบการศึกษาของไทย
เมื่อถามว่าในชุมชนมีกระแสต่อต้านศูนย์การเรียนรู้ที่สอนภาษาพม่าหรือไม่ นางดวงใจ ตอบทันทีว่า “ไม่มี”
“ที่นี่เราอยู่กันแบบช่วยเหลือกัน ในหมู่บ้านไม่มีการแบ่งแยก พี่คิดว่าเป็นเพราะเราอยู่กันเหมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่า อยู่คลุกคลีกับคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ ก็ให้ความร่วมมือเราทุกอย่าง ทำตามที่เราบอก พอเราบอกอย่างนี้ ทำไม่ได้นะ เขาก็โอเค พร้อมรับฟังที่เราสอน เขาอยู่เหมือนกับเด็กนักเรียนไทย คือเช้าร้องเพลงชาติ เข้าแถว เก็บขยะ เหมือนอยู่ในโรงเรียนทั่วไป เขาร้องเพลงชาติไทยดีกว่าหลายๆคนด้วย ร้องชัดเจน” นางดวงใจกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ
ด้านนายอ้วน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าครอบครัวชาวพม่ามาทำทั้งประมง ก่อสร้าง แรงงานข้ามชาติบางคนเมื่อเรียนจบก็กลับมาเป็นครูสอนเด็กๆ ประกอบอาชีพหลากหลาย
“ถามว่ามาจากรัฐอะไรกันบ้าง รัฐอาระกันก็มี รัฐมอญ รัฐกะเหรี่ยง แต่กะเหรี่ยงจะน้อย แล้วก็มีทวายอีก มันก็หลากหลายชนเผ่า แต่นับถือพุทธกันหมด เจดีย์ชเวดากองที่นี่ สมัยตอนที่สร้างศูนย์การเรียนรู้ พอสร้างเสร็จปุ๊บ มีหัวหน้าโรงงานปลากระป๋องเขาฝันถึงการสร้างเจดีย์ เขาเลยอยากทำบุญ เขาก็เป็นคนพม่านี่แหละ หัวหน้าคนนั้นเขาก็เลยอาสาจะเป็นเจ้าภาพสร้าง ออกทุนแล้วสร้างขึ้นมา แต่ก่อนไม่ใช่แบบนี้ มันจะมีอีกแบบหนึ่งเป็นเจดีย์เล็กๆ แต่ว่าตอนนี้เพิ่งมาบูรณะใหม่ได้ 2 ปี” นายอ้วน กล่าว
นางดวงใจเพิ่มเติมว่า แรกๆที่สร้างเจดีย์ชเวดากองจำลองเสร็จ ก็มีกระแสคนในหมู่บ้านไม่พอใจเพราะไม่ค่อยเข้าใจ คิดว่าเขาจะมาแย่งวัด เป็นกระแสแบบต่อต้านทำนองว่าจะแบ่งแยกกัน หรือทำไมต้องให้คนพม่ามาสร้าง แต่ในความรู้สึกเราคิดว่าเขาก็เหมือนกับเรา คนพุทธเหมือนกัน นึกถึงถ้าเราไปอยู่ประเทศอื่น แล้วเรามารวมกลุ่มกันทำได้แบบนี้ ก็น่าภูมิใจเพราะถือว่ามีความสามัคคีในกลุ่ม ไม่ได้คิดว่าจะแบ่งแยก
“แบ่งแยกหรือไม่แบ่งแยก มันอยู่ที่คำพูด เราจะแบ่งแยก เราก็เลยไปกดดันเขาแบบนั้นมันไม่ใช่ พี่บอกเลยว่าพี่เข้ามาสัมผัสคนในชุมชนทั้งหมด ทุกคนให้ความร่วมมือกับวัดดีมาก สิ่งก่อสร้างบางอย่างในวัดชาวพม่าเขาเป็นคนทำนะ เขาช่วยวัดเยอะมากๆ มันไม่ใช่เราไปคิดว่า เขาไม่ใช่คนไทย หรือเขาเป็นอื่น แล้วเขาจะต้องมาอย่างนู้นอย่างนี้กับเรา มันไม่ใช่ แต่กลับกลายเป็นว่า เขาให้ความร่วมมือเราดีมาก พอเอ่ยปากปั๊บว่าจะจัดงานทำบุญที่วัด เขาจะมาแบบร่วมวงทันที ถ้ามีงานในวัด พี่บอกเลยว่าพี่ไม่ต้องไปใช้ใครหรอก บอกอ้วนเอาทีมมาช่วยหน่อย ได้ทันที” นางดวงใจ อธิบายถึงเหตุผลในการให้คนพม่าร่วมทำบุญกับวัดแหลมนก
นางดวงใจ บอกด้วยว่าปัจจุบันวัดแหลมนกมีพระ 5 รูป เณร 1 รูป ในจำนวนนี้มีพระพม่า 1 รูปที่มาเยี่ยมเยียน ส่วนเจดีย์ชะเวดากองจำลองที่วัดแหลมนก ยังเป็นเจดีย์ศิลปะพม่าแห่งเดียวในจังหวัดชายแดนใต้อีกด้วย
ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติล่าสุดจากสำนักงานแรงงานจังหวัดปัตตานี ระบุว่ามีจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในพื้นที่ทั้งหมด 7,126 คน ส่วนใหญ่ทำงานในภาคประมงและกิจการต่อเนื่อง สัญชาติเมียนมา 5,045 คน กัมพูชา 1,656 คน ลาว 255 คน และอื่นๆ 162 คน
ท่ามกลางกระแสการต่อต้านและผลักไสเด็กๆข้ามชาติหลายแห่งในประเทศไทย ศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กๆลูกแรงงานข้ามชาติ วัดแหลมนก สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์บนโลกนี้แม้ต่างเชื้อชาติก็สามารถอยู่ร่วมกันได้
ท่ามกลางพื้นที่ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แรงงานข้ามชาติได้เป็นส่วนหนึ่งในขับเคลื่อนธุรกิจอุตสาหกรรมประมงมูลค่ามหาศาล
เมื่อก้าวข้ามความ “แบ่งเขาแยกเรา” ทุกคนล้วนต้องการมีชีวิตและโอกาสด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่เราจะออกแบบบ้านเมืองนี้กันอย่างไร
————
