
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สภาผู้แทนราษฎร (สส.) ลงพื้นที่ศึกษาสถานการณ์ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนในแม่น้ำกระบุรีและลำน้ำสาขา ณ จ.ระนอง โดยในช่วงบ่าย ได้เดินทางไปยัง ศาลาอเนกประสงค์หมู่ที่ 5 บ้านหาดจิก ต.ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง
นายวิรสิงห์ คชสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบจ.)ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง กล่าวว่า การหาพื้นที่ต้นทุนน้ำใหม่ต้องใช้งบประมาณ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อบต.ปากจั่น มีงบในการพัฒนาคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 1 ล้านบาทต้นๆ แค่นั้นที่จะทำถนนหรือประปา ซึ่งจะทำการรวบรวมปัญหาทั้งหมดแล้วเสนอของบประมาณเพื่อจัดหาแหล่งน้ำสำรองเบื้องต้นทางชุมชนมีความเห็นว่าน่าจะสร้างอ่างเก็บน้ำที่คลองน้ำทุ่น หมู่ 8 บ้านหาดตุ่น ต.ปากจั่น
“การสร้างเขื่อนขนาดกลางต้องมีพื้นที่สร้างเป็นต้นทุนน้ำสะสมเยอะพอ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนือตอนล่างมีพื้นที่ขนาดใหญ่ถ้ามีการกั้นเขื่อนคล้ายอ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้นเราจะเก็บน้ำไว้ใช้ได้ทั้งตำบล รวมถึง ต.มะมุ คอคอดกระ ติดว่าอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงอยากให้คณะอนุกรรมาธิการว่าฝากพี่น้อง ต.ปากจั่น ไว้ด้วย ถ้าเราไม่ได้รับความช่วยเหลือก็คงหมดปัญหาที่จะไปไหนแล้ว เราไปมาแล้วทั้ง จ.ระนอง เราตันหมดแล้ว วันนี้ท่านจึงเป็นความหวังของพี่น้อง” นายก อบต.ปากจั่นกล่าว
ขณะที่ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ปากจั่น อ.กระบุรี แสดงความเห็นในเวทีรับฟังว่า มีความกังวลปัญหาน้ำขุ่นที่เป็นผลมาจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ขุดหน้าดินประมาณ 2-3 พันไร่ จนเกิดตะกอนดินไหลมาทับถมบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี ถ้าวันใดเกิดปริมาณน้ำฝนเยอะที่ต้นแม่น้ำ แล้วพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำกระบุรีเป็นพื้นที่รับน้ำทั้งหมดแล้วน้ำหลาก จะเกิดอะไรขึ้นชาวบ้าน
“อีกกรณีคือโรคผิวหนังจากการสัมผัสน้ำ เชื้อโรคที่สามารถเติบโตในน้ำขุ่นตลอดทั้งปีได้ รวมถึงโรคที่อยู่ในดินซึ่งเป็นพื้นที่ผืนใหญ่ที่ไม่เคยมีใครรบกวนของแม่น้ำกระบุรี เชื้อโรคที่อยู่ในดินจะไหลลงแม่น้ำหรือเปล่า ยกตัวอย่างโรคมาเลเรียที่เคยหายไปจากชุมชนนานกว่า 20 ปี แต่วันนี้มาเลเรียกลับมาใหม่ และเป็นชนิดใหม่ หรือโรคฉี่หนูที่เชื้อโรคจะอยู่ในน้ำขุ่นไม่สะอาด ขณะนี้เริ่มพบว่ามีการติดโรคบ่อยและไม่แสดงอาการ อดีตโรคเหล่านี้จะต้องมีคนเข้าป่าแล้วถูกแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ขณะนี้ไม่ใช่” ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ปากจั่น กล่าว
ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบรายนี้ กล่าวอีกว่า ยังมีความกังวลเรื่องสารตกค้างจากการเปิดหน้าดินพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญของคน อ.กระบุรี ซึ่งคนที่ใช้น้ำไปนานๆจะไม่รู้เลยว่ามีสารตกค้างในร่างกายหรือไม่ การจะเจอสารเหล่านี้หากต้องตรวจร่างกาย รวมถึงตรวจน้ำที่เราดื่มกินด้วยเราจะทำอย่างไร เป็นผลกระทบจากการทลายหน้าดินที่ชาวบ้านกังวล
ขณะที่นายอมรินทร์ เต็มภาชนะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ต.ปากจั่น กล่าวว่า เป็นห่วงชาวบ้านที่เจอปัญหาน้ำขุ่นแล้วหาทางแก้ปัญหาไม่ได้ ในฐานะที่เป็นพ่อ มีลูก แล้วลูกใช้น้ำไม่สะอาดทำให้เกิดความเป็นห่วง อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเพราะอาบน้ำขุ่นทุกวันเราอาจจะเกิดก็โรคก็ได้
“อยากให้มีหน่วยงานเข้ามาแก้ไขชัดเจน เมื่อมีข่าวว่าหน่วยงานจะเข้ามาตรวจสอบปรากฏว่าน้ำจะใสขึ้นมาทันที เขาจะหยุด แล้วพอพวกท่านกลับไป น้ำก็ขุ่น อยากให้มีหน่วยงานเข้ามาจัดการชัดเจน” นายอมรินทร์ กล่าว
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เขต 8 จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สส. กล่าวว่า การลงพื้นที่พบความแตกต่างชัดเจนระหว่าง คลองยูง ที่ไหลมาจากฝั่งเมียนมามีความขุ่นสูงมาก กับ คลองกระที่ไหลจากฝั่งไทย มีความใส เห็นความแตกต่างเมื่อทั้งสองสายไหลมาบรรจุรวมกันเป็นแม่น้ำกระบุรี
“ช่วง 2–3 วันก่อน กมธ. ลงพื้นที่ น้ำมีสภาพใสขึ้นผิดปกติจากเดิมที่มักเป็นสีส้มอมแดง อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง นอกจากนี้ ปัญหาน้ำประปา ต.ปากจั่น ยังแตกต่างจากพื้นที่ภาคเหนือที่ใช้ระบบประปาภูมิภาคหรือน้ำบาดาล พื้นที่ ต.ปากจั่น ใช้น้ำจากแม่น้ำกระบุรีทำประปาท้องถิ่นโดยตรง ทำให้ประชาชนทั้งตำบลรับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ อบต. มีงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพียงปีละประมาณ 1 ล้านบาทเศษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือมลพิษระยะยาว” รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าว
ประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาแม่น้ำกระบุรีสีขุ่นได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแล้ว คลองจั่น ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาในไทย ยังพบปัญหาการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านขาดแคลนแหล่งน้ำสะอาดสำรอง
นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่รับทราบปัญหาและจะผลักดันโครงการจัดหาแหล่งน้ำสะสมใหม่ เช่น บริเวณบ้านน้ำทุ่น โดย กมธ. จะช่วยประสานงานเรื่องขั้นตอนการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อเริ่มศึกษาโครงการ นอกจากนี้จะเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจวิเคราะห์ค่าน้ำ ตะกอนดิน และผลกระทบทางการเกษตร พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสและเข้าถึงง่าย
“จากที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากแม่น้ำกระบุรีขุ่นมาหลายปี ผมคิดว่าจะต้องผลักดันให้รัฐบาลออก กฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวง บังคับให้ผู้นำเข้าแร่ต้องระบุที่มาของเหมืองต้นทาง รวมถึงรับรองระบบการบำบัดน้ำเสียว่าได้มาตรฐานหรือไม่ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ต้องห้ามนำเข้า เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นผู้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้ประโยชน์” นายภัทรพงศ์ กล่าว
ด้านนางสาวจันทิรา ดวงใส ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 จ.ภูเก็ต (สคพ.15) กล่าวว่า ผลการตรวจวัดตัวอย่างน้ำที่เก็บไปเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา พบว่า ค่าความขุ่น (Turbidity) สูงถึง 212 ซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐานไปมาก และเป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างความกังวลใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่
“ค่าความขุ่นพุ่งสูงถึง 212 ซึ่งเกินมาตรฐานไปมากๆ ทำให้เกิดความกังวล แต่ในส่วนของโลหะหนักและสารอันตรายอื่นๆ เช่น แคดเมียม หรือสารหนู ทั้งในน้ำและในตะกอนดิน จากการตรวจวิเคราะห์แทบจะไม่พบ หรือพบก็น้อยมาก ไม่ได้เกินเกณฑ์มาตรฐานแต่อย่างใด สำหรับตัวอย่างน้ำที่เก็บล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลแล็บวิเคราะห์อย่างเป็นทางการ เนื่องจากสารบางประเภทต้องส่งวิเคราะห์ยังห้องปฏิบัติการภายนอก” ผอ.สคพ 15 กล่าว
นางสาวจันจิรา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ อบต.ปากจั่น ต้องหาแหล่งน้ำสำรอง เช้าวันพรุ่งนี้ (22 กรกฎาคม) จะมีการประชุมร่วมกันที่ ศาลากลางจังหวัดระนอง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.), ศุลกากร, เกษตรจังหวัด และ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องงบประมาณในการจัดหาแหล่งน้ำสะอาดให้ชุมชน รวมถึงมาตรการรับมือน้ำเสียข้ามแดนจากฝั่งพม่าให้เกิดความยั่งยืน เวลา 09.00น. ทุกหน่วยก็คงจะได้พูดถึงปัญหาและน่าจะมีข้อสรุป
นางสาวจันทิรา กล่าวถึงประเด็นที่ชาวบ้านรู้สึกว่าภาครัฐทำงานล่าช้าและไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร จากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งก่อนได้ข้อสรุปแล้วว่าจะมีการตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหา โดยมี ผู้ว่าราชการ จ.ระนอง เป็นประธาน และเสนอให้มีตัวแทนชาวบ้านร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เพราะการมีตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมจะช่วยให้นำข้อมูลจากที่ประชุมไปบอกต่อให้ลูกบ้านและคนในพื้นที่ได้รับทราบสถานการณ์จริงได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่าหากชาวบ้านไม่สบายใจกับกรณีการขุ่นของแม่น้ำกระบุรี สามารถร้องขอให้ สคพ.15 ลงพื้นที่ไปตรวจเพิ่มได้หรือไม่ นางสาวจันจิรา ปกติจะตรวจคุณภาพแม่น้ำปีละ 4 ครั้ง แต่ละครั้งมีการใช้งบประมาณและต้องวางแผนเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินในพื้นที่ต่างๆด้วย หากชาวบ้านต้องการให้ตรวจเพิ่มเป็นปีละ 5 ครั้งจะรับไปพิจารณาก่อนแต่ยังไม่รับปาก