Search

จี้รัฐออกกฎห้ามนำเข้าแร่ที่ไม่มีที่มา-กมธ.ลงพื้นที่ระนองพบการนำเข้าดีบุกพุ่งขึ้นทุกปีเป็นต้นเหตุมลมลพิษในแม่น้ำกระบุรี “ภัทรพงษ์”จวกนายกฯไม่นำปัญหาถกทางการจีนชี้เกรงใจรัฐบาลมังกรมากกว่าความเดือดร้อนของประชาชน

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สภาผู้แทนราษฎรพร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ จ.ระนองเพื่อติดตามปัญหามลพิษข้ามแดนในแม่น้ำกระบุรี โดยในช่วงเช้าได้เดินทางพร้อมคณะรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกแร่ รวมทั้งสารเคมีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ ณ ด่านศุลกากรระนอง และหลังจากนั้นได้เข้าร่วมประชุมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนในแม่น้ำกระบุรี

นายภัทรพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า มลพิษข้ามแดนในแม่น้ำกระบุรียังมีคนพูดถึงน้อยมากและทราบเพียงว่าค่าความขุ่นเกินมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่าวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เชื่อมโยงอยู่กับแม่น้ำกระบุรีต่างได้รับผลกระทบโดยเฉพาะชาวประมงที่รายได้หายไปเกือบหมด และเสียงของชาวบ้านเหล่านี้ที่ไปสู่รัฐบาลยังไม่เห็นมากนัก โดยที่จังหวัดระนองเพิ่งแต่งตั้งคณะทำงานในการแก้ปัญหา ทำให้ยังไม่เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่หน่วยงานราชการยังเป็นห่วงเรื่องการสื่อสารความเสี่ยงเพราะกลัวถูกนำไปตีความอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นจึงได้เล่าถึงบทเรียนในจังหวัดเชียงรายในบางเรื่องที่ไม่มีการสื่อสารยิ่งสร้างความตระหนกเพิ่มขึ้น

ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯกล่าวว่า ปัญหาของแม่น้ำกระบุรีแตกต่างจากแม่น้ำในภาคเหนือ โดยภาคเหนือหากมีการห้ามนำเข้าแร่สู่ประเทศไทย ทางผู้ผลิตก็มีช่องทางที่จะนำไปช่องทางอื่นเพื่อไปสู่จีน แต่ในส่วนของชายแดนจังหวัดระนอง หากไม่ส่งเข้ามาทางระนองก็ต้องส่งไปยังพื้นที่ตอนบนซึ่งกำลังมีสถานการณ์สู้รบที่รุนแรง ดังนั้นการส่งแร่ไปจีนส่วนใหญ่จึงต้องผ่านด่านระนอง ทำให้ประเทศไทยมีอำนาจในการต่อรองเยอะ ซึ่งหากรัฐบาลออกกฎกระทรวงหรือกฏหมายลูกให้ผู้นำเข้าต้องแจ้งให้ชัดเจนว่าเอาแร่มาจากเหมืองในพื้นที่ไหนและต้องบอกพิกัดให้ชัดเจน หากดำเนินการในลักษณะนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้มากพอสมควร

“ในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าแร่ดีบุกและส่งต่อไปจีน เราเห็นตัวเลขชัดเจนว่าตัวเลขนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก” สส.เชียงใหม่กล่าว

นายภัทรพงษ์กล่าวว่า สำหรับการตรวจคุณภาพน้ำในกระบุรีนั้น กรมควบคุมมลพิษได้กำหนดไว้ 2 จุด ซึ่งเราเห็นว่าควรเพิ่มจุดตรวจให้มากขึ้น ขณะเดียวกันชาวบ้านกำลังมีความกังวลเรื่องน้ำประปาที่นำน้ำดิบจากแม่น้ำกระบุรีไปใช้โดยเฉพาะ อบต.ปากจั่น ดังนั้นควรเร่งหาแหล่งน้ำสำรองให้กับชุมชน ส่วนเรื่องพืชผักนั้นยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าพื้นที่ภาคเหนือ เพราะส่วนใหญ่เป็นสวนยางและสวนปาร์ม แต่ก็มีสวนทุเรียนซึ่ง อบต.ปากจั่นส่งตัวอย่างไปให้เกษตรจังหวัดตรวจแล้ว

“สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของสัตว์น้ำโดยเฉพาะหอยและกุ้งต่างๆ เพราะกรมประมงไม่มีงบประมาณตรวจเรื่องนี้โดยเฉพาะ เขาบอกว่าปีนี้มีงบตรวจแค่ 12 ตัวอย่าง หรือเดือนละตัว ซึ่งไม่เพียงพอ ก็คงต้องจี้รัฐบาลให้หางบประมาณมาเพิ่มเติม เพราะคนที่นี่กินหอยและกุ้งเยอะมาก และน้ำก็ขุ่นมาก”นายภัทรพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการรายงานในที่ประชุมหรือไม่ว่าพื้นที่ที่ทำเหมืองบริเวณต้นแม่น้ำอยู่ในการดูแลของใคร นายภัทรพงษ์กล่าวว่า มีการพูดว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยงและรัฐบาลพม่า แต่มีข้อสังเกตว่า ก่อนที่จะนำแร่ดีบุกเข้าด่านระนองก็ต้องผ่านเกาะสอง ซึ่งเกาะสองอยู่ในความดูแลของรัฐบาลพม่า ดังนั้นรัฐบาลพม่าก็ต้องรับรู้เพราะหากเป็นพื้นที่ของกองกำลังกะเหรี่ยงก็คงไม่สามารถขนแร่ไปยังเกาะสองได้ ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงต้องไปเจรจาให้ดี

นายภัทรพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนจีน แต่ไม่มีการหารือเรื่องมลพิษปนเปื้อนข้ามแดนทางแม่น้ำภาคเหนือโดยนายกฯอ้างว่าต้องหารือกับ พล.อ.มิน อ่อง หลาย  ในวันที่ 3-4 สิงหาคมก่อน ว่า “เราเหมือนมีผู้นำประเทศที่ไม่ได้เอาปัญหาของคนในประเทศเดินทางไปจีนด้วยทั้งๆที่มีโอกาสทองมากมาย ซึ่งนายกฯก็เห็นอยู่แล้วว่าประชาชนกำลังเดือนร้อนอย่างไร ข้อมูลต่างๆก็มีพร้อม แค่นำการบ้านที่ภาคประชาชนไปคุยกับจีน แต่นายกฯกลับมาพร้อมบอกว่ายังไม่ได้คุยกับจีนและต้องคุยกับพม่าก่อน ผมว่าเป็นการมองที่ตื้นมากของผู้นำประเทศ”

“ผมไม่รู้ว่านายกฯไม่ได้ทำการบ้านไปเลย หรือเกรงใจจีนเป็นพิเศษ เพราะแร่ต่างๆไปจีนซึ่งครองตลาดโลก การที่ไม่พูดคุยกับจีน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชาชนจะมองว่ารัฐบาลนี้เกรงใจจีนมากกว่าเกรงใจความเดือนร้อนของประชาชน”นายภัทรพงษ์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเดินทางเยือนประเทศจีนได้มีการพูดคุยกับผู้นำจีน เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการลงทุนด้วยหรือไม่ ว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม อยู่ในทุกประเด็นการหารือ เราต้องพูดถึงเรื่อง Green Green Energy Green Economy และเรื่องการใช้พลังงานกระบวนการในการผลิต ทุกอย่างที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนโดยมีการพูดด้วยความเข้าใจร่วมกัน รวมถึงพูดคุยปัญหาแม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วย

 นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในสัปดาห์หน้าวันที่ 3-4 สิงหาคม พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ประธานาธิบดีเมียนมาร์ จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมพูดคุยถึงปัญหาสารพิษแม่น้ำกกอย่างจริงจังด้วย ซึ่งประเทศไทยจะต้องแสดงท่าที ขอความร่วมมือแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเต็มที่จากรัฐบาลเมียนมา และไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นนี้เพียงอย่างเดียว ยังรวมถึงปัญหาการเผาพืชทางการเกษตร การปราบปรามต้นตอการผลิตยาเสพติด เราเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ได้มาพบกับตน โดยได้แจ้งเรื่องความกังวลของรัฐบาลไทย ก่อนที่ประธานาธิบดีจะเยือนไทย 

“เราไม่ได้เยือนเพียงแค่กินข้าวหรือตรวจแถวทหารกองเกียรติยศเท่านั้น โดยจะพูดคุยถึงเรื่องที่เป็นประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ”

เมื่อถามย้ำว่าทางการจีนมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องสารพิษในแม่น้ำกก นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยปัญหาเรื่องนี้กับประเทศจีน เพราะเรื่องที่เป็นปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องพูดคุยกันเองให้เรียบร้อยเสียก่อน