Search

นักวิชาการไม่คาดหวัง “มิน อ่อง หล่าย” เยือนไทยแล้วจะดีขึ้น-หวั่นถูกนำไปเป็นข้ออ้างเพิ่มความรุนแรงโจมตีฝ่ายต่อต้านหนัก-นักสิ่งแวดล้อมดักคออย่าปฎิเสธความรับผิดชอบ ปล่อยเหมืองแร่เถื่อนสร้างมลพิษในแม่น้ำข้ามแดน-แรงงานพม่าหวั่นถูกรีดซ้ำจากข้อตกลงใหม่

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.สุรัชนี ศรีใย ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลไทยเชิญพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมามาเยือนไทยระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 เพื่อหารือความร่วมมือในหลายด้านว่า ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเท่าไหร่ และไม่ได้คาดหวัง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาทหารพม่าและรัฐบาลพม่า ไม่เคยให้ความร่วมมืออะไรกับไทยอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในประเด็นสิ่งแวดล้อม เช่น มลภาวะข้ามพรมแดน หรือ เรื่องสแกม โดยอ้างว่าเข้าไม่ถึงพื้นที่เหล่านั้น 

ผศ.ดร.สุรัชนีกล่าวว่า การมาในรอบนี้ของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย มีข้อน่าพิจารณา 2 อย่างคือ การมาในครั้งนี้ อาจทำให้เป็นข้ออ้างที่ทหารและรัฐบาลพม่าจะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีในพื้นที่ที่มีการสู้รบกับกองกำลังฝ่ายต่อต้านหรือไม่ โดยอ้างว่าต้องการควบคุมพื้นที่ให้ได้เบ็ดเสร็จเพื่อที่จะสามารถช่วยไทยแก้ปัญหาข้ามพรมแดนได้ ข้อสองคือเรื่องภาพลักษณ์ของไทยในประชาคมโลก ณ จุดนี้ ดูเหมือนว่าไทยพยายามมากกว่าเมียนมาเองด้วยซ้ำที่จะพาเมียนมากลับเข้าสู่ครอบครัวอาเซียน โดยช่วงเวลาการมาเยือนครั้งนี้แทบจะติดๆกันกับการประชุมของรัฐมนตรีอาเซียนที่กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาก็พูดออกมาแล้ว เรื่องฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนนั้น สภาของพม่ามีมติคว่ำไปเมื่อ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่แน่ใจว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย จะมีท่าทีที่ต่างไปหรือไม่ คำถามคือ ประเทศไทยเสียหน้าหรือไม่กับความพยายามทำอะไรแบบนี้

นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร Rivers and Rights และเลขาธิการมูลนิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่าหลายปีมานี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการไร้ซึ่งประชาธิปไตยและภาวะสงครามในพม่าได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และการปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดน 6 สาย คือกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ที่มีการทำเหมืองแร่ต่างๆโดยเฉพาะทองคำและแรร์เอิร์ท นับพันแห่งบริเวณต้นน้ำในประเทศพม่า โดยเฉพาะในพื้นที่รัฐฉาน 

“พม่าพยายามปฏิเสธความรับผิดชอบโดยบอกว่าเข้าไม่ถึงพื้นที่เหมืองแร่เถื่อนเหล่านี้ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ที่พรมแดน จ.เชียงราย เราสามารถมองลงไปที่ต้นแม่น้ำสาย มองเห็นเหมืองขนาดใหญ่หลายแห่ง ตรงนี้เป็นฐานทหารพม่า ยอดดอยนั้นเป็นทหาร BGF อีก 2-3 ยอดดอยคือทหารว้า UWSAเขาประสานงานกันทำงานด้วยกัน จะมาบอกว่าพม่าเข้าไม่ถึงเหมืองแร่ที่ก่อสารพิษสู่ประเทศไทยนั้นไม่ใช่ความจริง และฝ่ายความมั่นคงของไทยเองก็มีแผนที่ พิกัด และข้อมูลเหล่านี้อยู่ชัดเจน เพียงแต่ยังไม่เอาความจริงมาพูดกันเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและปกป้องประชาชนอย่างแท้จริง ” เลขาธิการมูลนิธิ พชภ.กล่าว

กรรมการ Rivers and Rights ยังกล่าวอีกว่าเอกสารตอบกลับจากผู้แทนพม่าประจำสหประชาชาติ ถึง 10 หน่วยงาน UN ระบุชัดเจนว่ามาตรฐานการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก สารหนู ของพม่า(0.05 มก./ล.)แตกต่างจากของไทย (0.01 มก./ล.)ที่อ้างอิงองค์การอนามัยโลก (WHO) แต่ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดมลพิษ คือเหมืองเถื่อนเหล่านี้เพิ่มจำนวนอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลไทยต้องยืนยันถือหลักการแก้ปัญหาที่ต้นกำเนิดและมาตรฐานนานาชาติ ที่สำคัญคือรัฐบาลพม่าจะปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เพราะเหมืองเถื่อนเหล่านี้อยู่ในดินแดนของพม่า และ ทหารพม่ากับทหารว้าต่างก็เป็นพวกเดียวกันและมีข้อตกลงทางทหารร่วมกัน

น.ส.เพียรพรกล่าวว่า นอกจากนี้รัฐบาลไทยควรต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนพม่าและชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยเพราะพวกเขาหนีร้อนมาพึ่งเย็นโดยหลบหนีการไล่ล่าของเผด็จการพม่า เข้ามาหางานทำในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกลไกการผลิตซึ่งทำให้อุตสาหกรรมหลายประเภทเดินหน้าสร้างรายได้ให้กับธุรกิจไทย ดังนั้นการที่รัฐบาลไทยจะมีข้อตกลงใดๆกับพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ก็ควรอย่างยิ่งที่ตะต้องฟังเสียงจากทั้งสองฝ่าย มิใช่เพียงจับมือกับรัฐบาลทหารพม่าแล้วมากดทับปัญหาให้คนพม่าในไทยได้รับความยากลำบากยิ่งขึ้น

ขณะที่แรงงานข้ามชาติชาวพม่ารายหนึ่ง กล่าวว่า ปัจจุบันแรงงานพม่าที่ทำงานในประเทศไทยไม่ค่อยได้สนใจว่าผู้นำรัฐบาลพม่าจะมาประเทศไทยหรือไม่ เพราะทหารพม่ายึดอำนาจมา 4-5 ปีแล้ว ตอนนี้ทุกคนต่างต้องดินรนพาชีวิตให้รอด เชื่อว่าแม้ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย มาเยือนไทย ก็ไม่ทำให้พวกตนถูกเก็บค่านายหน้าน้อยลง ในทางตรงกันข้ามกลับยิ่งน่ากังวล เพราะไม่รู้ว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย จะมาตกลงอะไรกับรัฐบาลไทยอีก

“รัฐบาลพม่าเขาก็จ้องแต่หาเงิน ขูดรีดแรงงานเพื่อเอาเงินไปซื้ออาวุธสงคราม ข้อเสนอหรือข้อตกลงของเขาก็เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย แต่ไม่ใช่ประโยชน์ของประชาชนพม่าที่ต้องเข้ามาทำงานอยู่ในประเทศไทย ทุกวันนี้เรารู้สึกกลัวและเกรงใจนายหน้าค้าแรงงานมากกว่ามิน อ่อง หลายซ่ะอีก คุณลองไปดูที่หน้าสถานทูตพม่า จะเห็นว่ามีโต๊ะทำงานของนายหน้ามากกว่าโต๊ะของเจ้าหน้าที่พม่าเสียอีก” แรงงานข้ามชาติ กล่าว