เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ในวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเด็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลไทยเตรียมยกเรื่องนี้ขึ้นหารือในระดับผู้นำเพื่อหาทางแก้ไข โดยมีประเด็นหลักที่เกี่ยวเนื่องกัน ปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก (เช่น สารหนู ตะกั่ว และปรอท) ในลุ่มน้ำหลักของไทย ได้แก่ แม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ยังคงเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 2
นอกจากนี้ยังมีความกังวลจากคนลุ่มน้ำโขงในโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง ซึ่งเมียนมาและลาวได้ลงนามในสัญญาร่วมพัฒนา (Joint Development Agreement: JDA) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 2,790 เมกะวัตต์ กั้นแม่น้ำโขงเหนือสามเหลี่ยมทองคำเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569
“วิกฤติสารพิษตอนนี้มาถึงหน้าบ้านเราแล้ว ถ้าทุกคนยังไม่สู้ก็ไม่ต้องถามถึงอนาคตของคนลุ่มน้ำโขง และอนุภูมิภาคนี้แล้ว เพราะทั้งหมดนี้มันคือหายนะสำหรับคนลุ่มน้ำโขง” นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าว
นายนิวัฒน์กล่าวว่า นอกจากประเด็นวิกฤติสารพิษโลหะหนักจากเหมืองเถื่อนในเมียนมาแล้วยังมีประเด็นโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ใหญ่กว่าเขื่อนไซยะบุรีกว่า 2.17 เท่า และเมื่ออยู่เหนือเชียงแสน สามเหลี่ยมทองคำ ก็จะเพิ่มผลกระทบรุนแรงในเรื่องสารพิษข้ามพรมแดนที่ยังไม่มีหนทางที่จะแก้ไข- ถ้าเขื่อนเดินหน้าลงมือสร้างมันจะหยุดความหายนะไม่ได้อีกเลย
“ถ้าเป็นเช่นนั้นควรยุบให้หมดองค์กร MRC LMC องค์กรที่ดูแลแม่น้ำ มีก็เหมือนไม่มี มาถึงจุดนี้ไม่มีอะไรจะพูด การมีองค์กรข้อตกลงฯ กลับเป็นเหมือนการรับรองให้ทำโครงการชอบธรรม PNPCA หรือ ชาวบ้านที่มีส่วนร่วมไม่สามารถออกความเห็นได้จริง ไม่มีการตอบสนองต่อความเห็นประชาชนที่เห็นต่างจากกลุ่มทุน ทุกฝ่ายรู้กันหมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อพวกเขาพูดมาแบบนี้ ต้องมีทุนสนับสนุนให้สร้าง มีคนอยากมาลงทุนอยู่แล้ว แต่ให้เปิดเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ ชนกลุ่มน้อยหรือ จีนเข้ามาก็ดิ้นไม่ได้แล้ว” ครูตี๋กล่าว
ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของกล่าวอีกว่า “สงครามมาถึงจุดทุกคนต้องลุกขึ้นมาสู้ นี่คือชีวิตของพวกเราทุกคน ถ้าเรายังนั่งมองอยู่เหมือนเดิม ไม่ต้องหวังถึงอนาคตที่จะอยู่ดีมีสุข”
ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงชายแดนได้ข้อสังเกตว่า กรณีการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงพรมแดนเมียนมาและลาวนั้น พื้นที่ที่สร้างอยู่นอกเขตอำนาจของ MRC ที่สองประเทศจะใช้ข้ออ้างที่จะหลบเลี่ยงการตรวจสอบ การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศการไหลของน้ำพันธุ์ปลาและกระทบต่อชุมชน ไม่ต้องทำกระบวนการตรวจสอบ PNPCA โดยอ้างเป็นพื้นที่อธิปไตยร่วม พรมแดนลาว-เมียนมา เป็นโอกาสของทุนข้ามชาติที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ โดยพื้นที่ตั้งอยู่เหนือสามเหลี่ยมทองคำไม่ไกล เป็นพื้นที่อาศัยของอาชญากรข้ามชาติ ไม่ไกลจากพื้นที่ทำเหมืองเถื่อน จึงควรตั้งคำถามว่าไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิต และพลังงานมหาศาลนี้จะไปป้อนให้กับอาณาจักรคาสิโน และเครือข่ายแสกมเมอร์ตลอดแนวชายแดนหรือไม่ รวมทั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการไฟฟ้าต้นทุนต่ำและไร้ข้อผูกมัดทางการทำผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA)
แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะที่สารพิษต้นน้ำ เหมืองแร่แรร์เอิร์ททางตอนเหนือที่ยังปล่อยสารหนูและโลหะหนัก และเคมีภัณฑ์ลงสู่แม่น้ำโดยไม่บำบัด จะมีผลทำให้เกิดการสะสมความเข้มข้นสารพิษสูงหนาแน่น และการระบายมวลน้ำปนเปื้อนที่พิษเข้มข้นออกมาเป็นระลอกพุ่งสู่ท้ายน้ำได้ตลอดเวลา ทำลายห่วงโซ่อาหารรุนแรง โดยไม่มีใครควบคุมตรวจสอบได้ ขณะที่เขื่อนที่มีการตรวจสอบพื้นที่ในลาวปัจจุบันทุนสนับสนุนและสถาบันการเงินยังไม่มีการเปิดเผยใด
