วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ชาวบ้านตำบลเวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ฝากเงินออมกับสถาบันการเงินชุมชนบ้านแม่ใจใต้ หมู่ 7 ได้แจ้งผู้สื่อข่าวถึงกรณีการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายอำเภอฝาง เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยและสั่งให้ กำนันรายหนึ่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวหลังถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ที่ทำให้สมาชิกสถาบันการเงินชุมชนได้รับความเสียหายจากเงินออมรวมกว่า 44.9 ล้านบาท
หนังสือร้องเรียนระบุว่า สถาบันการเงินชุมชนบ้านแม่ใจใต้ เริ่มดำเนินงานจากกลุ่มออมทรัพย์เมื่อปี 2551 โดยกำนันรายนี้เป็นผู้ร่างระเบียบการรับฝาก-ถอน และปล่อยสินเชื่อ พร้อมดำรงตำแหน่งประธานสถาบันฯ ด้วยความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำชุมชน ทำให้ประชาชน เด็ก เยาวชน วัด และองค์กรในพื้นที่ นำเงินมาฝากรวม 292 บัญชี คิดเป็นเงิน 44,905,737.73 บาท
“ช่วงปลายปี 2568 สมาชิกเริ่มไม่สามารถถอนเงินฝากได้ตามปกติ โดยเมื่อมีการขอถอนเงิน กำนันมักขอเลื่อนนัดหรือผัดผ่อนการจ่ายเงิน ก่อนจะแจ้งว่า ‘ไม่มีเงินให้ รอไปก่อน’ ทำให้ชาวบ้านรวมตัวตรวจสอบข้อเท็จจริง” หนังสือร้องเรียนระบุ
“ต่อมาในการประชุมใหญ่ประจำปี ผู้ร้องเรียนระบุว่า ไม่มีการแจกเอกสารงบการเงินให้สมาชิกตรวจสอบ แต่ใช้วิธีเขียนข้อมูลบนกระดานหรือฉายผ่านโปรเจกเตอร์ พร้อมชี้แจงว่าสถาบันยังมีกำไรทุกปี กระทั่งวันที่ 11 มีนาคม 2569 คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและสถาบันการเงินชุมชนได้เข้าให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน สภ.ฝาง โดยสรุปว่า การรับฝากเงินและการจัดทำบัญชีอยู่ในความรับผิดชอบของประธานสถาบันเพียงผู้เดียว ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่ลงลายมือชื่อในเอกสารตามที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่มีการตรวจสอบเงินสดหรือเก็บสมุดบัญชีไว้เป็นหลักฐาน”
หนังสือร้องเรียนยังระบุว่า ผู้เสียหายได้ดำเนินการติดตามเรื่องผ่านหลายช่องทาง ทั้งการร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภอฝาง และเข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ยักยอกทรัพย์ แก่กำนันรายนี้ในยฐานะประธานสถาบันการเงินชุมชนบ้านแม่ใจใต้ ก่อนมีการแจ้งความคืบหน้าทางคดีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา
“พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงยื่นหนังสือต่อนายอำเภอฝาง ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย พิจารณาสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างการสอบสวน เพื่อป้องกันการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และหากผลการสอบสวนพบว่ามีมูลความผิด ขอให้เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาปลดออกจากตำแหน่งกำนันตามขั้นตอนของกฎหมาย” หนังสือร้องเรียนระบุ
นายศุภกิจ คนโต สมาชิกสภาบันการเงินชุมชนบ้านแม่ใจใต้ กล่าวว่า ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อสมาชิกสถาบันการเงินชุมชนบ้านแม่ใจใต้ไม่สามารถถอนเงินออมได้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดยเมื่อสมาชิกไปขอถอนเงิน กลับได้รับการบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอดและในปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่สามารถถอนเงินได้ และผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์ รวมทั้งเคยเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยผ่านสำนักงานอัยการ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงเดินหน้าดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้ร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภอฝาง และเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้รับแจ้งว่าพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีให้อัยการพิจารณาแล้วสิ่งที่ชาวบ้านยังติดใจคือ แม้จะมีการชี้แจงยอดเงินฝากรวม 290 บัญชี เป็นจำนวนเงินประมาณ 44 ล้านบาท และยอดเงินกู้ประมาณ 1.8 ล้านบาท แต่ยังไม่มีการชี้แจงเส้นทางการเงินหรือสถานะเงินสดที่เหลืออยู่
“ชาวบ้านมีความกังวลว่า หากยังดำรงตำแหน่งต่อไป อาจเกิดการยุ่งเกี่ยวกับพยานหรือหลักฐาน เนื่องจากเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำท้องที่มาหลายปีและรู้จักหน่วยงานราชการในพื้นที่และที่สำคัญที่สุดคือต้องการได้รับเงินออมคืนให้กับประชาชนผู้เสียหายทุกคน”นานศุภกิจ กล่าว
ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอสัมภาษณ์กำนันรายนี้ เพื่อขอให้ชี้แจงต่อข้อกล่าวหาของผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม ซึ่งได้รับแจ้งว่าไม่ว่าง ก่อนตัดสายโทรศัพท์ โดยยังไม่ได้ให้คำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายอำเภอ ซึ่งเลขานุการนายอำเภอได้ชี้แจงว่า นายอำเภอได้มีคำสั่งให้กำนันซึ่งเป็นคู่กรณีกับกลุ่มชาวบ้านผู้เสียหายยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวตามคำร้องแล้ว และจะติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการในลำดับต่อไป
