
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ศาลอาญาไทยได้ออกหมายจับพันโท ซอ เมาะโต่ง (Saw Eh Mote Tone หรือ Mote Thun) ผู้นำกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง – Karen Border Guard Force (BGF)ซึ่งล่าสุดได้เปลี่ยนชื่อเป็นกองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง(Karen National Army-KNA) แต่กองกำลังของ พ.อ.เมาะโต่ง ยังคงใช้ชื่อ BGF ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนกองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยมีลักษณะเป็นการสมคบกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป และให้การสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกแก่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการจัดหาสถานที่ประชุมและที่พักให้แก่สมาชิกขององค์กรดังกล่าว อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
ทั้งนี้ศาลเห็นว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด มีอัตราโทษสูง และอาจหลบหนี จึงอนุมัติให้ออกหมายจับ โดยคดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการสืบสวนของ DSI หลังการช่วยเหลือผู้เสียหายชาวอินเดียที่ถูกหลอกไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ก่อนที่การรวบรวมพยานหลักฐานจะขยายผลไปสู่การเชื่อมโยงกับผู้นำระดับสูงของกองกำลัง BGF
ก่อนหน้านี้ DSI ได้หารือร่วมกับพนักงานอัยการเพื่อขอออกหมายจับบุคคลสำคัญ 3 ราย ได้แก่ พ.อ.หม่องชิตตู (Saw Chit Thu), พ.ท.เมาะโต่ง (Mote Thun) และ พ.ต.ติ่น วิน (Tin Win) ซึ่งในช่วงเวลานั้น (กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การดำเนินคดีเป็นผลจากการสืบสวนต่อเนื่องเกี่ยวกับเครือข่ายค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเมือง และเป็นการดำเนินการตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ พร้อมยืนยันว่าคดีอาจขยายผลไปสู่ความผิดฐานฟอกเงิน รวมทั้งความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
สำหรับ พ.ท.เมาะโต่ง เป็นนายทหารระดับผู้บังคับกองพันของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง – Karen Border Guard Force (BGF) กองพัน 1022 โดยถูกคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป โดยระบุว่าเขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง (Founding Member) และ รองเลขาธิการ (Deputy Secretary-General) ของ BGF หรือ Karen National Army (KNA)
ทั้งนี้เดิมที พ.ท.เมาะโต่ง เคยอยู่กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army -DKBA) ก่อนที่จะแยกตาม พ.อ.ชิตตูมาเป็น BGF ภายใต้การกำกับของกองทัพเมียนมา
พ.ท.เมาะโต่ง เป็นผู้บัญชาการกองพัน BGF 1022 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ตอนใต้ของเมืองเมียวดี ตรงข้ามอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นเขตยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจชายแดน และเป็นบริเวณที่มีการตั้งของศูนย์สแกมเมอร์และโครงการขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยเชื่อมโยงกับธุรกิจคาสิโน การพนันออนไลน์ การลักลอบขนสินค้า และเครือข่ายค้ามนุษย์
นอกจากนี้ กองพัน BGF 1022 ยังคงดำเนินการในฐานะหน่วยของ BGF โดยไม่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังที่มีการเปลี่ยนชื่อคือ กองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยง – Karen National Army (KNA) อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้หน่วยของ พ.ท.เมาะโต่ง ยังถูกมองว่าเป็นกลไกอำนาจสำคัญของฝ่ายกองทัพพม่าในพื้นที่ชายแดนเมียวดี
คณะมนตรีสหภาพยุโรป (Council of the European Union) ออกมาตรการคว่ำบาตรเมื่อช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ต่อบุคคล 3 ราย และนิติบุคคล 1 แห่ง มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมในเมียนมา ได้แก่ พ.อ.ซอ ชิตตู่ (Saw Chit Thu), พ.ท. ซอ เมาะโต่ง (Mote Thun), พ.ต. ติ่น วิน (Tin Win) และ บริษัทชิตลินเหมี่ยนกรุ๊ป – Chit Linn Myaing Group (CLM) โดยอียูระบุว่า CLM เป็นกลุ่มบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากศูนย์สแกมในพื้นที่เมืองเมียวดี โดยเฉพาะบริเวณ ชเวโก๊กโก่ (Shwe Kokko) ซึ่งถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการหลอกลวงออนไลน์ การค้ายาเสพติด และการค้ามนุษย์ ในเอกสารคว่ำบาตร
สหภาพยุโรประบุว่า พ.ท. เมาะโต่ง เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและรองเลขาธิการของ BGF/KNA ซึ่งเป็นกองกำลังที่มีอิทธิพลอย่างมากในพื้นที่ตอนใต้ของเมืองเมียวดี ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์สแกมจำนวนมาก ขณะที่ พ.ต. ติ่นวิน ถูกระบุว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของ พ.อ. ชิตตู่ และมีบทบาทสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์สแกมหลายแห่ง เช่น ส่วยโก๊ะโก่ (Shwe Kokko), เคเค ปาร์ค (KK Park) และ โครงการหวั่น หย่า (Huanya Project)
การดำเนินการของไทยและสหภาพยุโรปที่มุ่งเป้าไปยังบุคคลกลุ่มเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่เมียวดี ซึ่งปัจจุบันถูกมองว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายประเทศทั่วภูมิภาค
ขณะที่มาตรการของสหภาพยุโรปส่งผลให้บุคคลและองค์กรที่ถูกขึ้นบัญชีถูกอายัดทรัพย์สิน ห้ามรับเงินทุนหรือทรัพยากรทางเศรษฐกิจจากบุคคลในสหภาพยุโรป และถูกห้ามเดินทางเข้าสหภาพยุโรป ส่วนประเทศไทยยังคงเดินหน้ากระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายผลการสืบสวนไปยังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องต่อไป