เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันแรกที่คณะกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูลมีมติให้เปิดประตูเขื่อนปากมูล อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ซึ่งบรรยากาศบริเวณเขื่อนปากมูลเป็นไปอย่างคึกคัก โดยชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลต่างเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับการเปิดประตูระบายน้ำ โดยชาวประมงพื้นบ้านได้เตรียมเรือและอุปกรณ์จับปลา ขณะที่หลายครัวเรือนคาดหวังว่าการเปิดเขื่อนจะช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนมาเนื่องจากฝูงปลาอพยพได้ว่ายไปแพร่พันธุ์ และเป็นการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพประมงตามวิถีดั้งเดิม
นางพวงพยอม ขันใหญ่ ชาวบ้านบ้านหัวเหว อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า แม้การเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลจะทำให้ชาวประมงในพื้นที่เหนือเขื่อนสามารถออกไปไหลมอง(อวน)และหาปลาได้มากขึ้น แต่สำหรับชาวบ้านบ้านหัวเหวซึ่งอยู่บริเวณท้ายเขื่อน กลับไม่สามารถประกอบอาชีพประมงได้ เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรงและร่องน้ำลึกที่เกิดจากการระเบิดแก่งในช่วงก่อสร้างเขื่อน ทำให้ไม่สามารถวางมองหรือหาปลาได้เหมือนในอดีต
“เมื่อก่อนเขาระเบิดแก่งเป็นร่องลึกเพื่อสร้างเขื่อน ทำให้น้ำแรง สำหรับคนอยู่หัวเหวนี่ก็ไม่ได้หาปลาเลยเมื่อเปิดเขื่อน แต่ยังไงก็เถอะ พวกเราก็ยังเห็นด้วยกับการเปิดประตูระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ปลาอพยพจากแม่น้ำโขงขึ้นมาวางไข่และฟื้นฟูระบบนิเวศได้ ผมอยากให้เปิดตลอดเลย อยากให้น้ำไหลตลอดปี ถ้าน้ำไหลตลอดแล้วน้ำโขงมันเพิ่มขึ้น น้ำมูลหน้าหมู่บ้านหัวเห่วก็จะนิ่งและอาจจะหาปลาได้เหมือนเดิม แต่เราก็ต้องยอมรับว่ามันก็คงกลับไปอุดมสมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้หรอก” ชาวบ้านใต้เขื่อนกล่าว
นางพวงพยอม กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการเขื่อนในลักษณะเปิด 4 เดือนปิด 8 เดือนทำให้วงจรการอพยพของปลาไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ ส่งผลให้ปลาไม่สามารถอพยพขึ้นมาวางไข่ได้ในช่วงเวลาที่ควรจะเป็น ต่างจากในอดีตที่ปลาสามารถขึ้นลงตามฤดูกาลและพักตามแก่งหรือเวินน้ำได้ตลอดลำน้ำ
“ทุกวันนี้ปลาเป็นไปตามกลไกของเขื่อนน้ำ จะไหลเร็ว ไหลช้าก็เพราะเขื่อน แต่ก่อนมีเวิน มีแก่ง ยามหน้าฝน หน้าแล้ง ปลามันกะขึ้นมาตลอด มันจะขึ้นมาจากแม่น้ำโขง มาพักเป็นจุด แล้วค่อยขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ระบบนิเวศน์ถูกพังไปแล้ว บัดนี้ปลาก็สามารถสิขึ้นมาได้ ช่วงปลาจะขึ้น เขาก็ไม่เปิดเขื่อน คนใต้หน้าเขื่อนก็หาปลาได้ แล้วคนข้างบนเขื่อนก็เดือดร้อน แล้วพี่น้องชาวบ้านก็ทะเลาะกันเองเพราะระบบเขื่อน” นางพวงพยอม กล่าว
นางพวงพยอม กล่าวว่า ระหว่างการประชุมร่วมกับจังหวัด ชาวบ้านบ้านหัวเหวได้เสนอให้มีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเขื่อน เนื่องจากน้ำแรงและทำให้สูญเสียพื้นที่หาปลาเและรายได้ แม้จะสนับสนุนการเปิดเขื่อนเพื่อประโยชน์ของระบบนิเวศโดยรวม แต่ก็อยากให้ภาครัฐดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบเฉพาะพื้นที่
ด้านนายใบ จันสอน พรานปลาบ้านวังใหม่ กล่าวว่า วันนี้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มทยอยนำเรือออกเตรียมทำประมงกันแล้วและบางส่วนไปดักที่เขื่อน โดยเฉพาะชุมชนวังสะแบงใต้ วังสะแบงเหนือ วังใหม่ ปากห้วยแคน และตุงลุง มีเรือเตรียมออกหาปลาราว 50 ลำ ส่วนอีกฝั่งตั้งแต่บ้านห้วยไฮ คันเปื่อย คันเอาหอ สุวรรณวารี บ้านลาด และบ้านบุ่ง รวมแล้วมีเรือกว่า 100 ลำ ตลอดช่วงการเคลื่อนไหวผลักดันให้เปิดเขื่อนมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก และตนเองเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมที่จังหวัดถึง 3 ครั้ง
“มันก็ไม่ไหว รายได้มันไม่เท่ากัน คนอยู่ใต้เขื่อนเขาหาปลาใต้ก้นท่อ ปลามันอ้วน เขาหาแต่ละครั้งก็มีรายได้ คนที่ได้ไม่มากก็ยังได้ 5,000-6,000 บาทต่อเที่ยว ส่วนคนที่ได้มากก็เป็นหมื่น แต่พวกที่อยู่เหนือเขื่อนแทบไม่มีปลาให้หากินเลย”นายใบ กล่าว
เขากล่าวว่า ในอดีตทุกหมู่บ้านสามารถหาปลาได้อย่างทั่วถึง แต่หลังมีเขื่อน ระบบนิเวศและพื้นที่ทำกินเปลี่ยนแปลงไปมันก็ทำให้คนแม่น้ำมูลทะเลาะกัน ตอนที่ยังไม่มีเขื่อน ทุกหมู่บ้านหาปลาได้เหมือนกันหมด พ่อแม่ปู่ย่าของพวกเรา อาชีพหลักคือหาปลา ทำนาเป็นแค่อาชีพเสริม หาปลากันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่เคยเห็นปลาหมดแม่น้ำ เพราะปลาแต่ละฝูงมีเป็นล้านตัว ถ้าปลาจะหมดจริง ก็คงไม่ถึงรุ่นพวกเราหรอก ในใจพวกเราต้องการให้มีการเปิดเขื่อนปากมูลอย่างถาวร แม้จะเป็นไปได้ยากก็ตาม
“ทุกครั้งที่เรียกร้องก็เรียกร้องให้เปิดตามกติกา แต่การบริหารจัดการที่ผ่านมาไม่เคยเป็นไปตามกติกา เปิด 4 เดือน ปิด 8 เดือน ก็ไม่เคยทำได้ตรงตามที่ตกลงกันสักปี” พรานปลาบ้านวังใหม่ กล่าว
