
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมาจะเดินทางมาไทยในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 และมีการเตรียมลงนามในข้อกำหนดสาระสำคัญ (Terms of Reference: TOR) โดยจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นเส้นแนวเขตแดนและแม่น้ำข้ามแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมา (Joint Working Group on Water Quality Management in Boundary and Transboundary Rivers between Thailand and Myanmar: JWG) เนื่องจากทางการเมียนมาได้ปรับแก้เนื้อหาสำคัญทำให้ความร่วมมือในการตรวจสอบร่วมกันถึงแหล่งที่มาของสารพิษในแม่น้ำรวมทั้งการจัดทำรายงานร่วมกันอาจมีปัญหา ว่าจริงๆแล้วการทำข้อตกลงร่วมกันควรเป็นเรื่องของการร่วมมือที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ยิ่งแก้แต่ยืดปัญหา
นายนิวัฒน์กล่าวว่า ในร่าง TOR ที่ทางการพม่าแก้ไขนั้นเป็นความพยายามป้องกันตัวเอง ดังนั้นจึงต้องถามว่าอะไรคือความร่วมมือ เพราะ TOR เหมือนต่างคนต่างตรวจสอบ และต่างคนต่างทำงานแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน การที่ให้ทางการพม่าไปตรวจเองตามลำพัง เราก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะข้อมูลของพม่าอาจลดทอนข้อเท็จจริงและไม่ได้ประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา ในทางตรงกันข้ามอาจเป็นการขยายเวลาออกไป ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่หารือกันควรนำไปสู่ความร่วมมือทุกๆด้าน แต่ขณะนี้มีเพียงวาทกรรมและเป็นผลประโยชน์ของทุนทำเหมืองและกองกำลังที่ดูแล

“หากลงนามใน TOR เช่นนี้ สุดท้ายข้อมูลที่คิดว่าจะแก้ปัญหากับกลับถูกกดลงไปอีก ดังนั้นรัฐควรยืนยันในหลักการเดิมใน TOR ที่ภาคประชาชนเสนอไป เพราะ TOR ฉบับที่ทางการพม่าส่งกลับมากำลังทำจะเป็นการเพิ่มปัญหาอีกมากมาย” ครูตี๋ กล่าว
ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของกล่าวว่า ความร่วมมือคือการเห็นปัญหาร่วมกันในต้นตอของปัญหา แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ร่วมด้วย ก็ไม่รู้จะมั่นใจในข้อมูลได้อย่างไร สุดท้ายพม่าก็อ้างได้ว่าได้มีการตรวจสอบแล้ว และเปิดช่องทางหรือหาทางออกให้ทางการพม่าและกลุ่มทุนได้ทำเหมืองต่อไป เพราะสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือข้อมูลที่เกิดขึ้นซึ่งต้องเกิดการศึกษาร่วมกันและยอมรับร่วมกัน แต่ไม่ใช่ฝ่ายที่กระทำเป็นผู้ศึกษาเอง
“หากปล่อยไปเช่นนี้ ทั้งพม่าและจีนเอาไปเป็นข้ออ้าง ยิ่งทำให้หนทางในการขับเคลื่อนแก้ปัญหายิ่งยาก เพราะมันไม่ใช่เป็นการเปิดช่องทางแก้ปัญหา แต่เป็นการเปิดช่องทางให้อีกฝ่ายหนึ่งสร้างความชอบธรรม เรื่องนี้จีนจะลอยตัวเหนือปัญหาไม่ได้เพราะจีนเป็นรายใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานแร่ที่ต้นแม่น้ำปนเปื้อน”นายนิวัฒน์ กล่าว
นายนิวัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้ความไม่พอใจจีนโดยการนำของนายสี จิ้นผิง ประธานธิบดี เป็นเรื่องที่จีนต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะกระแสเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากขึ้นทุกวันและจะต่อเนื่องไปถึงการไม่เอาจีน ซึ่งคิดว่าต่อไปจะมีการรณรงค์ว่าคนในแต่ละพื้นที่ต่างๆไม่เอาจีนเพราะอะไร
“เราไม่เคยเห็นท่าทีในการให้ความร่วมมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจและจริงจังเกี่ยวกับการปนเปื้อนของแม่น้ำข้ามแดนจากเหมืองแร่ของนักธุรกิจจีน จีนบอกให้เราร่วมมือกับพม่าแก้ไขซึ่งเราเข้าใจ แต่สุดท้ายกับไม่ใช่หนทางความร่วมมือ แต่กลับเป็นการเปิดช่องให้จีนเอาตัวรอดและพม่ามีข้ออ้างทำเหมืองแร่ต่อไป ขณะที่ชาวบ้านซึ่งได้รับผลกระทบไม่รู้เอาอย่างไรต่อเพราะถูกต้อนเข้ามุม เราจึงไม่ยอมรับ TOR ฉบับนี้ เพราะเป็นความร่วมมือที่ฟอกขาวให้กับพม่าและจีน บางทีผมคิดว่าอาจถึงเวลาที่ต้องปลุกกระแสไม่เอาจีน เพราะสิ่งที่คุณปฎิบัติกับคนไทยนั้นไม่จริงใจเลย”นายนิวัฒน์ กล่าว
นส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร Rivers and Rights และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า ร่าง TOR ที่จะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อพร้อมลงนามกับผู้นำพม่าฉบับนี้อันตรายมากเนื่องจากกรอบแคบเพียงแม่น้ำกก ซึ่งข้อเท็จจริงคือปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำจากพม่าขณะนี้เกิดขึ้นทั้งแม่น้ำสาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี TOR ระบุหน่วยงานท้องถิ่นเพียง จ.เชียงรายและรัฐฉาน จะไม่สามารถนำไปสู่การแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมได้เลย เพราะพื้นที่ของปัญหาครอบคลุมตลอดแนวชายแดน จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลงไปถึงระนอง
“แม่น้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน คพ.ตรวจพบการปนเปื้อนสารโลหะหนักที่เป็นพิษทั้งสารหนู ปรอท เกินมาตรฐานระดับ 5-6 เท่าต่อเนื่องทุกครั้งของการตรวจ ตอนบนของลุ่มน้ำโดยเฉพาะในรัฐฉาน มีเหมืองที่ไร้การควบคุมเกิดขึ้นนับร้อยแห่ง แต่กลับไม่ระบุไว้ในร่าง TOR นี้แต่อย่างใด ที่สำคัญเอกสารการลงนามระหว่างประเทศนี้ได้ส่งให้กรมสนธิสัญญาตรวจสอบแล้วหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นระหว่างไทยพม่าเพียงสองประเทศ แต่จีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของแร่สำคัญ และแร่แรร์เอิร์ธ การลดทอนปัญหาให้เป็นทวิภาคีเพียงไทยพม่าจะเป็นการลอยตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบที่รับประโยชน์จากแร่เหล่านี้”นส.เพียรพร กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 3 สิงหาคม เวลา 11.00 น. เครือข่ายภาคประชาชนได้นัดรวมตัวเพื่อร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ก่อการมาเยือนของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมาในวันที่ 6 สิงหาคม ณ บริเวณหน้าสถานกุงสุลใหญ่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเชียงใหม่ โดยมีกิจกรรมส่งมอบน้ำปนเปื้อนจากแม่น้ำ พร้อมอ่านแถลงการณ์ถึง พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เพื่อเรียกร้องให้ยุติการทำลายสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนและลุ่มน้ำข้ามพรมแดน
———–