
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นด้านแรงงานข้ามชาติ ซึ่งขณะนี้มีแรงงานพม่าในประเทศไทยทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายหลายล้านคน ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ว่าจะมีการลงนามเกี่ยวกับประเด็นแรงงานพม่าหรือไม่ ซึ่งนายสมชายกล่าวว่าขอให้สอบถามไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน(สป.)ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการแก้ไขปัญหาแรงงานพม่าที่ต่อทะเบียนซึ่งมีปัญหาทั้งเรื่องระบบลงทะเบียนหรือ CI (Certificate of Identity) ที่เกิดปัญหามากมาย นายสมชายไม่ตอบคำถามแต่กล่าวว่า อยากให้นักข่าวทำเป็นประเด็นและประสานไปที่ประชาสัมพันธ์กรมการจัดหางานเพื่อที่จะได้เตรียมข้อมูลไว้ให้
ผู้สื่อข่าวถามย้ำเรื่องการมาเยือนของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย มีประเด็นใดเกี่ยวข้องกับกรมการจัดหางานบ้างหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า “เดี๋ยวคงต้องดูมีประเด็นหารือหรือเปล่า แต่ในวันนี้ต้องคุยกับ สป.เป็นหลัก”
เมื่อถามอีกว่าจะมีการร่วมลงนามในข้อตกลงด้านแรงงานหรือไม่ อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวว่า “ยังไม่มีประเด็น ต้องขอคุยกับทางกระทรวง(แรงงาน)ก่อน”
ผู้สื่อข่าวถามว่าเหลือเวลาอีกเพียง 2-3 วันที่ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย จะมาแล้ว นายสมชายกล่าวสั้นๆว่า “ครับ”
ด้านนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสที่ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย มาเยือนไทยเจรจากับรัฐบาลเมียนมาในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะปัญหาแรงงานข้ามชาติ แต่ต้องระมัดระวังท่าทีทางการทูตไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการให้ความชอบธรรมแก่รัฐบาลเมียนมา โดยรัฐบาลไทยควรใช้การพบปะครั้งนี้ส่งสัญญาณสนับสนุนประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสิทธิมนุษยชน รวมทั้งโน้มน้าวรัฐบาลเมียนมาเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เนื่องจากการแสดงท่าทีของไทยต่อผู้นำเมียนมาอาจถูกจับตามองจากประชาคมโลกและประชาชนชาวเมียนมา
นายเทวฤทธิ์กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ควรนำเข้าสู่การเจรจาคือระบบการลงทะเบียน หรือ CI ซึ่งมีความซ้ำซ้อนและสร้างภาระให้แรงงานข้ามชาติ ทั้งค่าใช้จ่ายในหลายขั้นตอนและความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะแรงงานที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเมียนมา อาจไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการที่ต้องติดต่อหรือจ่ายเงินให้ทางการเมียนมา จึงอยากให้รัฐบาลไทยพิจารณาใช้ “บัตรชมพู” ที่เป็นระบบยืนยันสถานะบุคคลหลัก โดยให้กระบวนการจบที่ฝั่งไทย เพื่อลดต้นทุนของแรงงานและนายจ้าง ลดช่องทางการเรียกเก็บค่าหัวคิว และลดแรงจูงใจที่ทำให้แรงงานบางส่วนเข้าสู่สถานะผิดกฎหมาย
“กระบวนการเก็บค่าใช้จ่ายของแรงงานทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มันทำให้เป็นต้นทุน ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง มันสร้างแนวโน้มนำไปสู่การเป็นแรงงานผิดกฎหมายมากกว่า เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นต้นทุนเหล่านั้น รัฐบาลไทยควรพิจารณาใช้ระบบบัตรชมพู เพียงอย่างเดียว เพื่อยืนยันสถานะบุคคลให้จบที่ฝั่งไทย ซึ่งจะช่วยลดการถูกขูดรีดค่าหัวคิวและลดความยุ่งยากให้กับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง” สว.ผู้นี้ กล่าว และว่า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษและประสิทธิภาพของระบบ One Stop Service ที่ยังไม่สามารถอำนวยความสะดวกแก่แรงงานและนายจ้างได้เพียงพอ แม้กระทรวงแรงงานจะมีคำสั่งตรวจสอบปัญหาการเรียกเก็บค่าหัวคิวแล้วก็ตาม
นายเทวฤทธิ์กล่าวว่า ปัญหาแรงงานข้ามชาติไม่ได้อยู่เพียงที่ระบบเอกสาร แต่ยังรวมถึงทัศนคติเชิงลบของสังคมไทย จึงจำเป็นต้องลดมายาคติที่มองแรงงานข้ามชาติเป็นภาระ และเปลี่ยนมุมมองให้เห็นว่าแรงงานกลุ่มนี้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต
“ถ้าเราไม่สลายมายาคติไป และไม่ได้มองว่าแรงงานข้ามชาติเป็นอนาคตของสังคมนี้ เป็นพลังที่ร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต มันก็จะมีนโยบายกีดกัน เราควรจะทำนโยบายเพื่อทำให้เขาได้มีส่วนร่วมของสังคมนี้ ให้เป็นพลเมือง เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่พัฒนาศักยภาพแล้วนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศ รัฐควรออกแบบนโยบายที่เปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติมีส่วนร่วมในสังคม สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้มากขึ้น”นายเทวฤทธิ์ กล่าว
นายเทวฤทธิ์กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้แรงงาน ควรอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในฐานะ คนทำงาน โดยไม่แบ่งแยกด้วยสัญชาติ หากแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติร่วมมือกันต่อรองสิทธิ จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับนายจ้าง และลดการถูกกดขี่หรือแบ่งแยกด้วยกระแสชาตินิยม ทั้งนี้การมาเยือนของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ถือเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลไทยควรใช้ในการแสดงจุดยืนและหารือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
———–