
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมศรีรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เครือข่ายภาคประชาชนร่วมกับนักวิชาการจัดเวทีเสวนาสาธารณะและแถลงข่าวในหัวข้อ “TOR ไทย–เมียนมา ใครได้ ไทยเสีย?” เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ว่าด้วยการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนไทย-เมียนมา ฉบับแก้ไขจากฝั่งเมียนมา
รศ.ดร.จารุประภา รักพงษ์ อาจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงความเสี่ยงของร่าง TOR ฉบับนี้ว่า แม้ตัวเอกสารจะไม่ใช่สนธิสัญญาเต็มรูปแบบ แต่ในทางนิติศาสตร์ถือเป็น “Soft Law Instruments” หรือบรรทัดฐานทางการเมืองระหว่างประเทศ หากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นในอนาคต เอกสารนี้อาจถูกนำมาใช้อ้างอิงเป็นบรรทัดฐานได้ และจุดที่อันตรายที่สุดคือการบรรจุ “ข้อตกลงรักษาความลับ” (Confidentiality Clause) ที่กำหนดว่าข้อมูลทุกประเภทจากการแลกเปลี่ยนจะต้องไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย
อาจารย์คณะนิติศาสตร มธ.เสนอว่า ให้ยกระดับการกดดันผ่านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ เช่น กฎหมายของสหภาพยุโรป (CSDDD) หรือสหรัฐอเมริกา เนื่องจากแร่ที่ถูกทำเหมืองส่งออกไปยังจีนและถูกแปรรูปเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งหากมีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม จะสามารถใช้กฎหมายการค้าเหล่านี้มากำกับดูแลได้
“ข้อกำหนดนี้ขัดกับหลักรัฐธรรมนูญไทยที่คุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หากเกิดเหตุการณ์เร่งด่วน เช่น มีการลักลอบเทสารเคมีจากต้นน้ำ ไทยอาจไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงทีเพราะต้องรอการอนุมัติร่วมกัน ซึ่งอาจใช้เวลานานและส่งผลกระทบต่อประชาชนปลายน้ำอย่างประเมินค่าไม่ได้” รศ.ดร.จารุประภากล่าว
ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการสำนักวิชานวตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.) กล่าวว่า ปัญหาที่แท้จริงมาจากเหมืองแร่ที่อยู่ตรงข้ามชายแดนไทยอย่างน้อย 7 แห่ง เช่น เหมืองทองคำที่เมืองท่าเดื่อ เหมืองแมงกานีสที่เมืองโก ซึ่งประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นฮับในการผ่านแดน (Transit Hub) ของแร่หายากและแร่ยุทธศาสตร์ (Critical Minerals) เช่น พลวง ดีบุก และแมงกานีส เพื่อส่งผ่านท่าเรือแหลมฉบังและเชียงแสนไปยังประเทศจีน โดยมีมูลค่าการนำเข้าแร่และส่งต่อไปยังจีนสูงถึง 100,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
“ต้องยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาทั้งหมด และไทยต้องหยุดเป็นทางผ่านการขนแร่จากเมียนมาไปจีน พร้อมๆ กับต้องสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับแร่จากเมียนมาถึงจีนด้วย เพื่อที่จะนำไปสู่การเพิ่มอำนาจต่อรองของรัฐบาลไทย ให้เจรจากับเมียนมากับจีนได้อย่างถึงที่สุด” ดร.สืบสกุล กล่าว
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว (ครูตี๋) ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่ากระบวนการจัดทำ TOR ครั้งนี้เปรียบเสมือนกับดักที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนและประเทศจีน โดยมีเมียนมาเป็นผู้รับหน้าแทน TOR ฉบับนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะว่า สิ่งที่ถูกกำหนดมานั้นไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นเงื่อนไขในการที่จะยืดเวลาการแก้ไขปัญหาออกไป ขอเสนอให้รัฐบาลไทยทบทวนเรื่องนี้
“ท้ายที่สุดมันจะเป็นการปิดทางขับเคลื่อนของภาคประชาชน เพราะรัฐบาลจะนำมาอ้างได้ว่าข้อมูลเป็นแบบนี้ ทำไมประชาชนถึงไม่ยอมรับ จนกลายเป็นทางตัน ที่สำคัญนี่คือหนทางที่ปล่อยให้จีนลอยตัว โดยมีเมียนมาเป็นหนังหน้าไฟ ออกหน้าแทน กระบวนการความร่วมมือนี้ไปไม่รอดแน่นอน ยิ่งเอื้อประโยชน์ให้พม่าและกลุ่มทุนจีนที่เกี่ยวข้องด้วยซ้ำ ผมจึงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเดินหน้า TOR ภายใต้เงื่อนไขนี้ สิ่งที่เราเรียกร้องไม่เกิดขึ้นจริง ผมมองว่า TOR นี้ อย่าทำเลย ฉีกทิ้งดีกว่า เพราะถ้าเซ็นไป มันจะปิดตายหนทางแก้ปัญหาของภาคประชาชนอย่างแน่นอน เป็นช่องทางให้จีนหยิบข้อมูลของพม่ามาใช้อ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบ”นายนิวัฒน์ กล่าว
อริศรา เหล็กคำ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ข้อจำกัดของพื้นที่การตรวจสอบที่ฝั่งไทยโฟกัสเพียงแค่จังหวัดเชียงรายกับรัฐฉาน โดยละเลยลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน ตาก หรือระนอง ทั้งที่ฝั่งเมียนมาได้เสนอหน่วยงานด้านเหมืองแร่เข้ามาแล้ว แต่ไทยกลับไม่ปรับแก้ TOR ฉบับนี้ เป็นแค่ข้อเสนอเชิงเทคนิค ที่ไม่ได้ไปถึงการแก้ปัญหาต้นเหตุเลย ควรจะต้องพูดไปถึงการเจรจาเรื่องเหมืองแร่ ต้นเหตุของปัญหา
ด้าน ดร.เกียรติคุณ จันแก่น ประธานสมัชชาเชียงรายล้านนาแห่งความสุข กล่าวว่ากลไกการตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบแยกกันทำ ต่างคนต่างตรวจ ซึ่งมีเกณฑ์ค่ามาตรฐานที่ไม่ตรงกัน และไม่นำไปสู่การฟื้นฟูแหล่งน้ำ ตัวเนื้อหา ยังไม่ไปถึงการแก้ปัญหาปลายทางเป็นการตรวจวัด คณภาพน้ำร่วมกันอยู่เฉย ๆ แล้วถ้าตรวจเจอ เราจะมีการวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างไร อันนี้ยังไม่ได้พูดถึง
ดร.เนรมิตร จิตรรักษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า กระบวนการทางการทูตรัฐบาลไทยควรชะลอเพื่อไม่ให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการมัดมือชก ถ้าจะทำ TOR ต้องถอยสักก้าว เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมในการที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา
——