Search

ฝากน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักให้ “มินอ่องหล่าย” ภาคประชาชนบุกยื่นหนังสือ-สถานกงสุลพม่าหวั่นถูกบิดเบือนข่าวเป็นการต่อต้านผู้นำพม่า-มอบตำรวจไทยรับหนังสือแทน-สส.ปชน.จวก TOR ไม่พูดถึงการหยุดเหมืองพิษ-แนะ 4 ข้อ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ก่อนการเดินทางเยือนประเทศไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม ในช่วงเช้าของวันนี้เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง พร้อมด้วยภาคประชาชน ได้จัดกิจกรรมเดินขบวนจากบริเวณหน้าวัดสินติธรรม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ไปยังหน้าสถานกงสุลเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมาดำเนินการยุติเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุการปนเปื้อนของมลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง สาละวิน และแม่น้ำกระบุรี 

ทั้งนี้ได้มีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมสวมหน้ากากใบหน้าของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากากระทรวงมหาดไทย พล.อ.มิน อ่อง หล่าย พร้อมให้ประชาชนยื่นขวดบรรจุน้ำจากแม่น้ำปนเปื้อนส่งมอบขวดน้ำให้ผู้สวมหน้ากากนายอนุทิน ก่อนที่ผู้สวมหน้ากากนายอนุทินจะส่งต่อขวดน้ำให้ผู้สวมหน้ากาก พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เพื่อสื่อสารถึงการส่งต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดนและเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลทหารเมียนมาร่วมกันเร่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในลุ่มแม่น้ำข้ามพรมแดน

สำหรับหนังสือถึงผู้นำเมียนมาระบุว่า ประชาชนไทยหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง กำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน โดยแหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา ส่งผลให้พื้นที่เกษตรในลุ่มน้ำโขงอย่างน้อย 110,000 ไร่ ต้องใช้น้ำที่ปนเปื้อนเพื่อเพาะปลูก ขณะที่ผลผลิตอาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของผู้บริโภคทั่วประเทศ

หนังสือยังระบุอีกว่า ชาวประมงในพื้นที่กว่า 60 หมู่บ้าน ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เนื่องจากผู้บริโภคกังวลการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท อีกทั้งกระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำจากแม่น้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงงดรับประทานเครื่องในปลา เนื่องจากพบการสะสมของโลหะหนักในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกก และประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงรายอย่างน้อย 40,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 120,000 คน ที่ต้องใช้น้ำประปาซึ่งมีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนโลหะหนัก ขณะที่ผู้รายงานพิเศษและคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ส่งหนังสือสื่อสารร่วม (Joint Communication) ถึงรัฐบาลทหารเมียนมา กรณีการละเมิดด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนจากมลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโขง แต่รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากและเหมืองแร่อื่น ๆ พร้อมยืนยันว่าไม่มีการทำเหมืองบริเวณริมแม่น้ำกก ซึ่งเครือข่ายเห็นว่าขัดแย้งกับหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียม และถือเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ดร.สืบสกุล กิจนุกร กล่าวว่ารัฐบาลทหารเมียนมาต้องแสดงความจริงจังและจริงใจในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยยอมรับถึงการมีอยู่ของกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธ แต่รัฐบาลเมียนมาไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านได้

“นอกจากรัฐบาลเมียนมาแล้ว ประเทศจีนควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว”นายสืบสกุล กล่าว

พ.ต.อ เสวก ชูศิริ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรช้างเผือกและตัวแทนผู้รับหนังสือสถานกงสุลเมียนมา กล่าวว่า ได้มีการประสานงานกับสถานกงสุลเมียนมาเพื่อขอเข้ายื่นหนังสือ โดยทางสถานกงสุลแจ้งเหตุผลว่าไม่สามารถออกมารับหนังสือด้วยตนเองได้ เนื่องจากกังวลว่าอาจเกิดการบิดเบือนการนำเสนอข่าวในประเทศเมียนมา จนถูกตีความว่าเป็นการชุมนุมประท้วงต่อการเดินทางเยือนประเทศไทยของผู้นำเมียนมา

“เขากังวลว่าถ้าปรากฏภาพข่าวออกไป อาจถูกนำเสนอว่าเป็นการประท้วงผู้นำเมียนมาที่จะเดินทางมาไทย เราก็เลยเจรจากันว่า ขอให้ทางเราเป็นตัวแทนฝ่ายไทยรับหนังสือแทน เพื่อไม่ให้เกิดภาพแบบนั้น ซึ่งทางสถานกงสุลก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี” ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรช้างเผือก กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงขั้นตอนหลังจากนี้ ผู้กำกับการ กล่าวตอบว่า ทางสถานกงสุลยังไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพียงระบุว่าจะต้องนำหนังสือดังกล่าวเสนอไปยังรัฐบาลเมียนมาตามขั้นตอน เนื่องจากแม้แต่การรับหนังสือก็ต้องรายงานต่อรัฐบาลของตนเองอยู่แล้ว

นายคิฌกูฏ (นามสมมติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า การชุมนุมในครั้งนี้ ประชาชนควรหันมาให้ความสนใจ เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของผู้คน รัฐบาลทั้งสองฝ่ายควรรับฟังเสียงและความต้องการของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา การแก้ปัญหามีความซับซ้อนและควรที่จะขยายการเจรจาไปสู่ระดับภูมิภาค

นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสการเดินทางเยือนประเทศไทยของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นช่องทางหารือเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการจัดทำกรอบข้อตกลงหรือ TOR ร่วมกัน ซึ่งฝ่ายเมียนมาได้ตัดเนื้อหาสำคัญบางประการออกจากร่าง TOR เช่น การเปิดโอกาสให้นานาชาติเข้ามามีส่วนร่วมติดตามและแก้ไขปัญหา

นายสายัณน์กล่าวว่า รัฐบาลไทยควรติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยืนยันหลักการสำคัญใน TOR ที่ไทยเสนอไว้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบโดยตรง โดยกรอบความร่วมมือดังกล่าวควรเป็นข้อผูกพันร่วมของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน และควรใช้กลไกการเจรจาแบบพหุภาคี เปิดโอกาสให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะจีนซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขปัญหา

ด้านนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟสบุคว่า อยากให้จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ในการประชุมคณะรัฐมนตรีพรุ่งนี้(4 สิงหาคม) ตอนนี้ปัญหาไปไกลมาก แต่รัฐบาลไทยกลับใช้เวลา 1 ปีเต็ม ร่างข้อตกลงมาแค่ “ตรวจน้ำ” โดยไม่พูดถึงการจัดการต้นตอ และในร่างก็ยังมีการ “ห้ามบอกความจริงกับคนไทย” อีก

นายภัทรพงษ์กล่าวว่า ได้อ่านร่างข้อตกลงนี้จบทั้งฉบับ ขอเตือนรัฐบาลตรงๆ ก่อนลงนามว่า ร่างฉบับนี้นอกจากจะไม่แตะการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอแล้ว ยังส่อเกิดผลเสียกับไทยในการเปิดเผยข้อมูลสารพิษให้ประชาชนอีกด้วย เพราะการจะเปิดเผยข้อมูลได้ ต้องให้ทั้งไทยและเมียนมาเซ็นหนังสือยินยอมทั้งสองฝั่งก่อนเท่านั้น หวังว่ารัฐบาลจะเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ร่างข้อตกลงที่จำกัดสิทธิประชาชนแบบนี้ ผ่านมติคณะรัฐมนตรี

สส.ปชน.กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจมากที่ร่างฉบับนี้ผ่านกรมควบคุมมลพิษมาได้ เพราะทั้งฉบับพูดแต่เรื่องตรวจวัดแต่ไม่มีสักบรรทัดเรื่องหยุดที่ต้นตอ ไม่มีการจัดการห่วงโซ่ของแร่เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ และไม่มีการพูดถึงการนำเข้า-ส่งออกแร่จากเหมืองต้นตอเลย มีแค่การตรวจวัดที่เปิดเผยผลไม่ได้ และยังไม่มีเนื้อหาเรื่องการทำให้สารหนูจากเหมืองหยุดไหลลงน้ำอีก ร่างนี้รัฐบาลไทยร่างมาโดยตีกรอบตัวเองให้เป็นแค่การตรวจน้ำในเชียงรายและไม่มีคณะทำงานด้านการจัดการเหมืองแร่ที่เป็นต้นตอของปัญหาเลย

นายภัทรพงษ์กล่าวว่าขอ 4 ข้อ ก่อนเข้าที่ประชุม 1.ผลตรวจสารพิษจากข้อตกลงนี้ รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยต่อคนไทยได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใครก่อน 2.กลไกตรวจวัดสารพิษ ต้องมาพร้อมกับมาตรการหยุดพิษที่ต้นทางด้วย 3.รัฐบาลไทยต้องไม่ตีกรอบตัวเองไว้เพียงแค่จังหวัดที่เชียงรายเท่านั้น 4.มติ ครม.ให้กระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงพาณิชย์ ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการบังคับผู้นำเข้า-ส่งออกแร่ ที่ต้องระบุเหมืองแร่ต้นกำเนิดรวมถึงข้อมูลกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ตลอดห่วงโซ่ว่าไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ไทยหยุดเป็นทางผ่านของแร่พิษโดยด่วน

———