Search

สื่อต่างชาติสนใจสถานการณ์แม่น้ำข้ามแดนปนเปื้อนสารพิษ-ผู้แทน UN เผยผลการลงพื้นที่-ชี้เป็นปัญหาวิกฤตระดับชาติที่ต้องเร่งแก้ด่วน-แนะยึดหลักการUNGPs- สว.“นรเศรษฐ์”จากรัฐบาลแก้ปัญหาด้วยวิธีหน่อมแน้ม

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “แม่น้ำปนเปื้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ทางออกอยู่ที่ไหน?” ต่อความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก โขง อิง สาละวิน และกระบุรี ก่อนที่ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมาจะเดินทางมาเยือนไทยในวันที่ 6 สิงหาคม โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างประเทศ ผู้แทนสถานทูตต่างๆ และหน่วยงานสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ อย่างคับคั่ง

รศ.ดร.พิชามญชุ์ เอี่ยวพานทอง สมาชิกคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Working Group on Business and Human Rights) กล่าวว่า ปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำข้ามพรมแดนไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือประเด็นทางเทคนิค แต่เป็น วิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมที่เร่งด่วน เนื่องจากประชาชนกำลังสูญเสียความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และวิถีชีวิต โดยชาวบ้านกำลังกังวลว่าปลา ข้าว พืชผัก และน้ำดื่มยังปลอดภัยต่อการบริโภคหรือไม่ หลายชุมชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้น้ำที่ปนเปื้อน ขณะที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต่อการตัดสินใจได้ ชุมชนจำนวนมากในลุ่มน้ำเหล่านี้กำลังถูกปล่อยให้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง

“จากการลงพื้นที่ภาคเหนือเมื่อเร็ว ๆ นี้ ดิฉันพบว่าปัญหาการปนเปื้อนได้ขยายจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำอิงตอนล่างแล้ว ขณะที่แม่น้ำสาละวิน พรมแดนไทยพม่าซึ่งตรวจพบการปนเปื้อนของสารพิษเช่นกัน กลับได้รับความสนใจจากภาครัฐน้อยกว่ามาก ทั้งที่เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ประชาชนจำนวนมากพึ่งพา รัฐบาลไทยควรประกาศให้ปัญหานี้เป็นวิกฤตระดับชาติ เพื่อระดมความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการจัดหาแหล่งน้ำสะอาดให้กับชุมชนจำนวนมากที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งปนเปื้อน”สมาชิกคณะทำงานแห่งสหประชาชาติฯ กล่าว 

รศ.ดร.พิชามญชุ์ กล่าวว่า ควรมีการเปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำอย่างโปร่งใส และการสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงให้ประชาชนเข้าถึงได้ และรัฐบาลไทย จีน และพม่า รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญและแร่หายาก ควรปฏิบัติตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) โดยดำเนินการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence: HRDD) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ชุมชน นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากความหวาดกลัวจากการข่มขู่คุกคาม

“ไม่กี่วันนี้ได้ไปลงพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ชาวบ้านบอกกับดิฉันว่า ค่อยๆ ตายช้า ๆ ยังดีกว่าไม่มีเงินซื้อน้ำสะอาดและอาหารแล้วต้องอดตายตอนนี้เลย คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการดำรงชีวิตของผู้คน” ผู้แทนคณะทำงานสหประชาชาติ กล่าว

ด้าน ส. รัตนมณี พลกล้า ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า ปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยความร่วมมือระหว่างไทยและพม่าเพียงสองประเทศ แต่ต้องรวมถึงจีนและประเทศต่าง ๆ ที่ใช้แร่เหล่านี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ประชาชนในรัฐคะฉิ่นและพื้นที่ชาติพันธุ์ของพม่าก็ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองอย่างรุนแรง ขณะที่ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมหรือแม้แต่พื้นที่เกิดเหตุได้

“เราเห็นว่าหลายปีนี้จีนปิดเหมืองจำนวนมากภายในประเทศเพราะปัญหามลพิษ แต่บริษัทจีนกลับไปลงทุนในเหมืองนอกประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ของพม่า ซึ่งประชาชนแทบไม่มีเสียงในการปกป้องสิทธิของตนเอง” ส.รัตนมณี กล่าว

ทนายความผู้นี้กล่าวอีกว่า ตนเสนอให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทานแร่จากพม่า รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าแร่และการส่งออกสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหมือง ซึ่งปัจจุบันยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ แม้คณะกรรมาธิการของรัฐสภาจะร้องขอข้อมูลแล้วก็ตาม นอกจากนี้ หากบริษัทต่างชาติได้รับประโยชน์จากแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในประเทศไทย ก็ควรมีช่องทางให้สามารถดำเนินคดีหรือเรียกร้องความรับผิดชอบได้ แม้ความเสียหายจะเกิดขึ้นนอกเขตแดนไทยก็ตาม

ด้าน นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า ประชาชนในภาคเหนือเผชิญปัญหาน้ำปนเปื้อนมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ ขณะที่ร่างข้อกำหนดสาระสำคัญ (Terms of Reference: TOR) สำหรับการจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย-เมียนมาด้านการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำข้ามพรมแดน ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามระหว่างการเยือนไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ในสัปดาห์นี้ มีเนื้อหายังมุ่งเน้นเพียงการติดตามคุณภาพน้ำ มากกว่าการแก้ไขปัญหาที่แหล่งกำเนิดมลพิษ

“หนึ่งในข้อเสนอแก้ไขของฝ่ายพม่าที่น่ากังวล คือการรักษาความลับ ที่กำหนดให้ข้อมูลที่ได้จากความร่วมมือไม่สามารถเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกได้ หากยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ประชาชนมีสิทธิรับรู้ข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของตนเอง การจำกัดการเปิดเผยข้อมูลในลักษณะนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล” นายนรเศรษฐ์กล่าว และว่าตนเห็นว่าความร่วมมือไม่ควรจำกัดอยู่เพียงไทยและพม่า แต่ควรเปิดให้กลไกระดับภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบจากภายนอกและเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล

“รัฐบาลไทยรับมือกับปัญหาร้ายแรงนี้ด้วยวิธีที่หน่อมแน้มมากๆ ทำไมไม่จริงจังกับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยใหญ่หลวงขนาดนี้” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวทีเสวนาดำเนินไปอย่างออกรส มีเสียงปรบมือและมีคำถามจากผู้เข้าร่วมฟัง นักข่าวต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ และนักการทูตหลากหลาย โดยเฉพาะคำถามถึงร่าง TOR ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเข้ารัฐสภาเนื่องจากเป็นเอกสารระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่กลับจะมีการลงนามเร็วๆ นี้โดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ