
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ก่อนการเดินทางเยือนไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา สำนักข่าวชายขอบได้สัมภาษณ์นักกิจกรรม นักศึกษา และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่ลี้ภัยและพำนักอยู่ในประเทศไทย ในประเด็นการมาเยือนของผู้นำเผด็จการรายนี้ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในบทบาทของหัวหน้าคณะรัฐประหารและวิกฤตด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา รวมถึงผลกระทบที่ประชาชนจำนวนมากยังคงเผชิญทั้งภายในประเทศและในฐานะผู้ลี้ภัยหรือผู้ย้ายถิ่นในต่างแดน
แบรง มิน (Brang Min) นักกิจกรรมชาวเมียนมา กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรเชิญผู้นำเผด็จการอย่างมิน อ่อง หล่าย มาเยือนอย่างเป็นทางการ เพราะจากมุมมองด้านมนุษยธรรมและสถานการณ์ในเมียนมา เขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ประเทศเผชิญความไม่มั่นคง สงครามกลางเมือง และความรุนแรง ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเมียนมาเพียงประเทศเดียว แต่ยังกระทบต่อประเทศไทยด้วย
“ไทยควรทำความเข้าใจปัญหาเมียนมาอย่างรอบด้าน แม้ไทยจะมีผลประโยชน์ร่วมกับเมียนมาในหลายประเด็น เช่น แรงงานข้ามชาติ หรือปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก มิน อ่อง หล่าย ไม่ใช่ผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ และจริงๆแล้ว เขาเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหาเหล่านี้ในเมียนมา และผลกระทบก็ลุกลามมาถึงประเทศไทย รัฐบาลไทยจึงควรพูดคุยกับทุกฝ่ายในเมียนมา ไม่ใช่พบเฉพาะมิน อ่อง หล่าย เพราะแนวทางแบบนี้ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับทั้งเมียนมาและประเทศไทย” แบรง มิน กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีความหวังต่ออนาคตของเมียนมาหรือไม่เพราะเต็มไปด้วยความขัดแย้งและอยากให้รัฐบาลไทยหรือประชาชนไทยเข้าใจสถานการณ์ในเมียนมาอย่างไรบ้าง แบรง มิน กล่าวว่า ยังคงมีความหวัง แม้ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร แต่ตัวเองนั้น เชื่อว่าเมียนมาจะกลับมามีเสถียรภาพ ประชาชนจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง มีการเลือกตั้งที่เสรี และสามารถเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของประเทศไทยได้
“ไทยและเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด มีพรมแดนร่วมกันยาวนาน เป็นสมาชิกอาเซียน และเชื่อมโยงกันทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรม ศาสนา และทรัพยากรธรรมชาติ หากเมียนมามีเสถียรภาพ ประเทศไทยก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน แต่หากเมียนมายังไร้เสถียรภาพ ไทยก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมขอขอบคุณรัฐบาลและประชาชนไทยที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้พลัดถิ่น ผู้ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา แต่สิ่งสำคัญคือรัฐบาลไทยไม่ควรสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา เพราะนั่นจะไม่ช่วยสร้างสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค” นักกิจกรรมชาวเมียนมาร์ กล่าว
ขณะที่สามคำ (นามสมมติ) แรงงานข้ามชาติชาวไทยใหญ่ กล่าวว่า การเดินทางมาหารือระหว่างผู้นำเมียนมากับรัฐบาลไทยมีความสำคัญต่อคนที่มาจากเมียนมา เนื่องจากสถานการณ์ในเมียนมาส่งผลกระทบต่อชีวิตของแรงงานในไทย ทั้งการเดินทางกลับบ้าน การจัดการด้านเอกสาร การทำงาน และความปลอดภัยของครอบครัว อยากให้การหารือระหว่างสองรัฐบาลคำนึงถึงประชาชนในเมียนมาที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้วย
“รัฐบาลไทยควรฟังเสียงของประชาชนเมียนมาด้วย ไม่ใช่คุยกับรัฐบาลทหารอย่างเดียว เพราะถ้าคุยกันแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คนที่ลำบากก็ยังเป็นประชาชนเหมือนเดิม ผมเป็นคนไทยใหญ่ อยู่เชียงใหม่ แต่ครอบครัวและคนรู้จักบางส่วนยังอยู่ฝั่งเมียนมา เรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่นเรายังรู้สึกเป็นห่วงอยู่ตลอด อยากให้รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ มองพวกเราไม่ใช่แค่ในฐานะแรงงาน แต่เป็นคนที่มีครอบครัว มีความรู้สึก และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในเมียนมาด้วย” สามคำกล่าว
ด้านซานซาน (นามสมมติ) นักศึกษาชาวเมียนมาที่กำลังศึกษาอยู่ในไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยควรยืนยันจุดยืนที่สนับสนุนประชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลทหารเมียนมา อยากเรียกร้องให้ไทยและเมียนมามีความร่วมมือที่ช่วยสนับสนุนเยาวชนเมียนมาที่ต้องลี้ภัยจากความขัดแย้ง ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาและเรียนต่อได้
“มีเยาวชนเมียนมาจำนวนมากที่ต้องลี้ภัยออกมาจากสถานการณ์ดังกล่าว อยากให้มีความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมาที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนต่อได้” เธอกล่าว
ด้านนายสุรัช กีรี ผู้ก่อตั้งเครือข่าย Bright future ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานพม่า กล่าวว่า ในวันที่ 6 สิงหาคม ทางเครือข่ายจะเดินทางไปที่หน้าองค์การสหประชาชาติ(UN) เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ไม่ยอมรับบทบาทของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย โดยได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างถูกต้องในเวลา 13.00-14.00 น.ซึ่งจะมีการถือป้ายและตะโกนเรียกร้องประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในพม่า พร้อมทั้งอ่านแถลงการณ์
นายสุรัชกล่าวว่า เข้าใจดีประเทศไทยต้องคุยกับพม่าเพราะชายแดนติดกันยาวเหยียด และตลอดชายแดนตั้งแต่รัฐฉานที่กลายเป็นแหล่งยาเสพติดใหญ่ของโลก รัฐกะเหรี่ยงที่กลายเป็นแหล่งสแกมเมอร์ระดับโลก แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นในยุคที่ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เป็นผู้นำกองทัพ ดังนั้นจึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยการหารือกับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย จึงอยากให้ฟังข้อมูลอีกด้านหนึ่งด้วย
“การไปชวนมิน อ่อง หล่าย มาเยือนไม่น่าเกิดขึ้น เพราะเป็นอัปมงคลเพราะเขาฆ่าคนไว้เยอะ รัฐบาลไทยคิดว่าฝั่งพม่ามีแต่มินอ่องหล่ายเท่านั้นที่เป็นคนคุม แต่ลืมไปว่าไม่มีประเทศพม่ามาแล้ว 5 ปีตั้งแต่กองทัพพม่าทำรัฐประหาร ถูกกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆยึดพื้นที่ไว้มากมาย รัฐบาลควรให้เวทีกับอีกฝั่งหนึ่งด้วย”นายสุรัช กล่าว
หมายเหตุ-ภาพเป็นโปสเตอร์ที่คนพม่าในไทยใช้รณรงค์ต่อต้านการมาเยือนของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย
———